ทำไมภาพที่เว้นว่างถึงมีพลังลึกที่สุด?

เคยไหมคะ...เวลาเรามองภาพวาดบางภาพ หรือเห็นสัญลักษณ์บางอย่าง แล้วรู้สึกเหมือนโดนดูดเข้าไป เหมือนภาพนั้นกำลังพูดอะไรกับเราบางอย่าง ทั้งที่ไม่มีคำบรรยายสักตัวอักษร ความรู้สึกแบบนั้นแหละค่ะ คือจุดเริ่มต้นของเส้นทางที่บลูอยากจะชวนทุกคนเดินเข้าไปสำรวจด้วยกันในวันนี้

บลูในฐานะคนที่ทำงานกับพลังงานภาพ ทั้งการอ่านไพ่ทาโรต์ การสร้างสรรค์สนามพลังงานผ่านภาพวอลเปเปอร์ บลูได้คลุกคลีอยู่กับสิ่งที่เรียกว่าภาษาสัญลักษณ์ของจิตมาตลอด และหนึ่งในความลับที่ทรงพลังที่สุดที่บลูค้นพบ ไม่ได้อยู่ในภาพที่สวยสมบูรณ์แบบจนไร้ที่ติ...แต่อยู่ในภาพที่ไม่สมบูรณ์ค่ะ

ฟังดูแปลกใช่ไหมคะ? 555 แต่เชื่อบลูเถอะค่ะว่านี่คือแก่นสำคัญเลย

เรื่องนี้ทำให้บลูสร้างทั้งภาพวอลเปเปอร์มากมาย และคอลเลคชั่นไพ่ Trinity Deck Series ขึ้นมา ซึ่งประกอบด้วย Angelic Oracle, Demonic Oracle, และ Archetypal Tarot หัวใจของเด็คเหล่านี้ไม่ใช่การบอกอนาคตแบบตรงไปตรงมา แต่คือการเป็นกระจกสะท้อนจิตวิญญาณผ่านภาพและสัญลักษณ์ที่จงใจเว้นที่ว่างเอาไว้



Published On: 23 ก.ค. 2568

ทำไมต้องเว้นว่าง? เพราะจิตไร้สำนึกของเราไม่พูดภาษาคน

เพื่อนๆ ลองนึกภาพตามนะคะ...จิตไร้สำนึกของเรา (Unconscious Mind) ซึ่งเป็นแหล่งพลังงาน ความกลัว และปรีชาญาณที่ลึกที่สุด มันไม่สื่อสารกับเราด้วยประโยคบอกเล่าตรงๆ แบบที่เราคุยกัน แต่มันสื่อสารผ่านความฝัน, สัญลักษณ์, ตำนาน, หรืองความรู้สึกที่วาบขึ้นมาแวบแรก...มันคือภาษาของภาพและพลังงานล้วนๆ ค่ะ

ดังนั้น การจะสื่อสารกับโลกภายในของเราได้ การใช้ภาพที่เล่าเรื่องผ่านสัญลักษณ์จึงทรงพลังกว่าคำอธิบายเป็นร้อยเป็นพันเท่า

แล้วศิลปินหรือผู้สร้างสรรค์งานสายพลังงานแบบ Jungian (อ้างอิงจากคาร์ล ยุง นักจิตวิเคราะห์ผู้บุกเบิกเรื่องจิตไร้สำนึก) จะใช้เทคนิคที่แยบยลมากในการสร้างพื้นที่ว่างแห่งความหมาย (Meaning Space) นี้ขึ้นมาในภาพ เพื่อเชิญชวนให้จิตของผู้ดูเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์ด้วยตัวเอง...ให้บลูอธิบายนะคะว่ามันทำงานยังไง

1. จงใจปล่อยให้ภาพคลุมเครือ

ภาพในเด็คหรือภาพวอลเปเปอร์ของบลูหลายใบจะใช้เส้นที่ไม่คมกริบ เงาที่ซ้อนทับกัน หรือโครงร่างที่ไม่บอกชัดเจนว่านี่คือเทพ, ปีศาจ, หรือมนุษย์...ทำไมถึงทำแบบนั้น? เพราะเมื่อเรามองสิ่งที่ไม่ชัดเจน จิตของเราจะเริ่มทำงานหนักเพื่อพยายามทำความเข้าใจและในกระบวนการนั้นเอง เราจะเผลอฉาย (Project) ความกลัว, ความหวัง, หรืออารมณ์ลึกๆ ของเราเองลงไปบนภาพนั้นทันที

ภาพจึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นแค่ภาพ แต่กลายเป็นกระจกสะท้อนจิตของเราในขณะนั้น

2. เว้นบางส่วนของภาพให้ขาดหายไป

เพื่อนๆ อาจจะเคยเห็นภาพที่ตัวละครไม่มีดวงตา หรือมีพื้นที่บางส่วนของภาพเป็นสีดำโล่งๆ...อารมณ์แรกที่รู้สึกคืออะไรคะ? มันอาจจะรู้สึก ‘แปลกๆ’ หรือ ‘ไม่สบายใจ’ เล็กน้อยใช่ไหมคะ? ความรู้สึกนั่นแหละค่ะคือตัวกระตุ้นชั้นดี มันบีบให้เราต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ทำไมตรงนี้ถึงว่างเปล่า?” “ความหมายของช่องโหว่นี้คืออะไร?” แล้วจิตของเราจะเริ่มเติมเต็มช่องว่างนั้นด้วยเรื่องราวและความหมายส่วนตัวของเราเอง

3. ไม่สรุปอารมณ์ของภาพแบบตายตัว

ใบหน้าของตัวละครที่ยิ้มแต่แววตาเศร้า...ฉากหลังที่มีทั้งพายุและแสงแดดในเวลาเดียวกัน...ความกำกวมทางอารมณ์แบบนี้ คือการเปิดโอกาสให้เราอ่านภาพผ่านฟิลเตอร์อารมณ์ของเราเอง คนที่กำลังเจ็บปวดอาจเห็นว่าภาพนี้คือความทุกข์ แต่คนที่กำลังก้าวผ่านอาจเห็นว่านี่คือการปลดปล่อยและความสงบหลังจากพายุผ่านไป

มันเหมือนเพลงเพลงเดียวกัน ที่เราฟังตอนมีความรักกับตอนอกหัก...ความหมายของเพลงเปลี่ยนไปตามหัวใจของเราเอง

4. ใช้สัญลักษณ์ปลายเปิด (Open-ended Symbolism)

งู, ประตู, เงา, ดอกไม้ที่บานครึ่งเดียว...สัญลักษณ์เหล่านี้ไม่มีความหมายว่าดีหรือร้ายแบบตายตัว งูอาจหมายถึงการทรยศและความกลัวสำหรับคนหนึ่ง แต่อาจหมายถึงการลอกคราบเพื่อเติบโตและพลังแห่งการเยียวยาสำหรับอีกคนหนึ่งก็ได้

การใช้สัญลักษณ์แบบนี้คือการกระตุ้นให้เราเริ่มสนทนากับจิตของตัวเอง “งูในใจฉันตอนนี้...คือความกลัว หรือคือพลังใหม่ที่กำลังจะตื่นขึ้นกันแน่?”


พลังแห่งการค้นพบด้วยตัวเอง

คาร์ล ยุง เคยกล่าวไว้ว่า “A symbol always says more than it shows.” (สัญลักษณ์มักจะบอกอะไรเราได้มากกว่าที่มันแสดงออกมาเสมอ)

เพื่อนๆ เห็นไหมคะว่า...กระบวนการทั้งหมดนี้ มันไม่ใช่การยัดเยียดความหมายให้เรา แต่คือการเชื้อเชิญให้เราเข้าไปร่วมสร้างความหมายกับภาพนั้นด้วยกัน ซึ่งทรงพลังกว่าการที่มีคนมาบอกเราว่า ‘คุณต้องรู้สึกแบบนั้นสิ’ หรือ ‘ภาพนี้แปลว่าอย่างนี้’ เป็นร้อยเท่า

มนุษย์เราไม่เคยเปลี่ยนแปลงจากการถูกสอน แต่เราเปลี่ยนแปลงจากการค้นพบด้วยตัวเอง

นี่คือเหตุผลที่บลูเชื่อว่าการใช้ไพ่หรือวอลเปเปอร์พลังงาน ไม่ใช่แค่การมีวัตถุมงคล แต่มันคือการฝึกฝนทักษะการสื่อสารกับพลังงานในตัวเราเอง พอเราใช้เครื่องมือแบบนี้ทุกวัน เราจะเริ่มแยกแยะได้เองว่าพลังงานแบบไหนดีกับเรา แบบไหนควรถอยห่าง...เราจะอ่านสัญญาณของจักรวาลที่ส่งมาถึงเราได้เฉียบคมขึ้น

ไพ่ใน Trinity Deck Series จึงเป็นเหมือนเครื่องมือให้เราได้เช็กพลังงานรายวันว่า

วันนี้คลื่นพลังงานของเราเป็นแบบไหน?

เราอยากดึงดูดอะไรเข้ามา?

หรือเราต้องปล่อยวางอะไรออกไป?

มันคือการทำ Active Imagination หรือการจินตนาการเชิงรุกที่คาร์ล ยุง ใช้ในการบำบัด เพื่อให้เราได้พูดคุยกับจิตใต้สำนึกของตัวเองโดยตรง

ดังนั้น ไม่ต้องแปลกใจเลยค่ะ ถ้าวันหนึ่งเพื่อนๆ หยิบไพ่ใบเดิมขึ้นมาดู แต่กลับรู้สึกหรือตีความได้ไม่เหมือนเดิม นั่นไม่ใช่เรื่องผิดพลาด...แต่นั่นคือสัญญาณว่าจิตของเราได้เติบโตและเปลี่ยนแปลงไปแล้ว

สุดท้ายนี้ บลูอยากจะบอกว่า...ภาพที่ไม่สมบูรณ์อาจเป็นสิ่งที่สมบูรณ์ที่สุดในการเดินทางทางจิตวิญญาณ...

เพราะมันเว้นที่ว่างไว้ให้ตัวเราเข้าไปเติมเต็มนั่นเองค่ะ


บลู 🤍✨

Create a free website with Framer, the website builder loved by startups, designers and agencies.