แค่เชื่อว่าเราเป็นอะไร แล้วเราจะเป็นแบบนั้นจริงๆ เหรอ?

"ถ้าเราเชื่อว่าเราเป็นนักแสดงที่รวยและประสบความสำเร็จ มีเศรษฐีมาจีบ...มันจะเป็นจริงได้มั้ย?"

วันนี้บลูเลยอยากจะชวนทุกคนมาค่อยๆ แกะคำตอบนี้ไปด้วยกัน ผ่านมุมมองที่บลูใช้ในการทำงาน ทั้งพลังงาน จิตวิญญาณ และวิทยาศาสตร์ที่มาเจอกันตรงกลางพอดีเลยค่ะ



Published On: 29 ก.ค. 2568

จุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง: จักรวาลในใจเรา

ก่อนอื่นเลย บลูอยากชวนให้ลองนึกภาพตามนะคะ...ถ้าจะเปรียบเทียบง่ายๆ มันเหมือนกับว่าโลกทั้งใบ จักรวาลทั้งหมดที่เราเห็นเนี่ย จริงๆ แล้วเป็นเหมือน ความคิดขนาดมหึมา ของบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น ในศาสตร์เฮอร์เมติกโบราณจากตำรา The Kybalion เขาบอกไว้ชัดเจนเลยว่า "THE ALL is MIND; The Universe is Mental" หรือ "ทุกสิ่งคือจิต จักรวาลก็คือสภาวะทางจิต"

พอได้ยินแบบนี้บางคนอาจจะรู้สึกว่า เอ๊ะ...มันจะลอยๆ ไปไหมบลู? แต่ที่น่าสนใจคือ วิทยาศาสตร์ยุคใหม่อย่างควอนตัมฟิสิกส์ก็ดันค้นพบอะไรที่คล้ายกันมากเลยค่ะ

Dr. Joe Dispenza ผู้เขียนหนังสือ You Are the Placebo ที่ดังมากๆ ท่านอธิบายว่า ในระดับที่เล็กที่สุด ทุกสิ่งทุกอย่างในธรรมชาติก็คือ พลังงานและข้อมูล ร่างกายของเราก็เช่นกัน เขาย้ำเลยว่า "ร่างกายของคุณจะตามจิตใจของคุณเสมอ" หมายความว่าถ้าจิตใจเราเปลี่ยน พลังงานเราเปลี่ยน ร่างกายหรือความเป็นจริงทางกายภาพของเราก็จะเปลี่ยนตามไปด้วย *บลูได้ใช้เรื่องนี้สมัยจ้างเทรนเนอร์มาช่วยคุมการออกกำลังกายเหมือนกัน เขาบอกว่าถ้าอยากวิ่งให้นานขึ้น ลองบอกตัวเองว่า เราคือนักวิ่งมาราธอนที่โคตรแข็งแรง ขายาวเป็นไมล์ กล้ามต้นขาเป็นมัดๆ โคตรลีน โคตรอึด ไม่พอเมื่อปีที่แล้วเพิ่งคว้าเหรียญทองมา …คือจะบอกว่าได้ผลจริง 555 วิ่งกันตีนแตกเลย *

กลับมาค่ะ …ให้บลูเล่าให้เห็นภาพมากขึ้น... Caroline Myss ผู้เขียน Anatomy of the Spirit พูดประโยคหนึ่งที่บลูว่ามันจริงมากๆ "ชีวประวัติของคุณจึงกลายเป็นชีววิทยาของคุณ" (Your biography becomes your biology) แปลง่ายๆ ก็คือ เรื่องราว ประสบการณ์ อารมณ์ ความรู้สึกที่เราเจอมาทั้งชีวิต ไม่ว่าจะบวกหรือลบ มันไม่ได้ลอยหายไปไหนนะคะ แต่มันถูกบันทึกและเข้ารหัสไว้ในสนามพลังงานของเรา ลงลึกไปถึงระดับเซลล์ในร่างกายเลย

เคยรู้สึกมั้ยคะว่าเวลาเราเครียดมากๆ ร่างกายเราจะป่วยง่าย? หรือเวลาเรามีความสุขมากๆ หรือมีความรัก หน้าตาเราจะดูสดใสเปล่งปลั่ง? นั่นแหละค่ะ คือหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดว่าพลังงานในใจเรามันส่งผลต่อโลกภายนอกจริงๆ


แล้วจะเชื่อยังไงให้เวิร์ก? มันมีเคล็ดลับอยู่ค่ะ

มาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะเริ่มเก็ทแล้วว่ามันไม่ใช่แค่การท่องว่า "ฉันรวย ฉันสวย ฉันมันเริ่ด" เฉยๆ แต่มันคือการ จัดเรียงพลังงาน ภายในใหม่ทั้งหมด แล้วเราจะทำได้ยังไง?

Deepak Chopra กูรูด้านจิตวิญญาณให้กุญแจสำคัญไว้ 2 ดอก คือความใส่ใจ (Attention) และความตั้งใจ (Intention) เขาบอกว่า "ความใส่ใจให้พลังงาน และความตั้งใจเปลี่ยนรูป"

  • ความใส่ใจ (Attention): เหมือนเราเอาไฟฉายส่องไปที่อะไร สิ่งนั้นก็จะสว่างและชัดเจนขึ้นในชีวิตเรา

  • ความตั้งใจ (Intention): คือการตัดสินใจของเราว่าจะเอาไฟฉายดวงนั้นไปส่องที่ไหน และอยากให้มันเปลี่ยนเป็นอะไร

ทีนี้...จุดที่คนพลาดกันเยอะที่สุดอยู่ตรงนี้เลยค่ะ บลูเจอมากับตัวเลย 555 คือเรามักจะเอาไฟฉายไปส่องในสิ่งที่เรา "ไม่ต้องการ"

เราจะพูดว่า "ไม่อยากจน" "ไม่อยากป่วย" "ไม่อยากเจอคนไม่ดี" หนังสือ The Vortex ของ Abraham-Hicks บอกไว้เลยว่า "คุณไม่สามารถจดจ่อกับสิ่งที่ไม่ต้องการ และอยู่ในสนามพลังแห่งการสร้างสรรค์ได้ในเวลาเดียวกัน" มันเหมือนเราอยากจะพายเรือไปข้างหน้า แต่ดันหันหน้าเรือไปข้างหลังแล้วก็จ้ำเอาๆ มันก็ไปไม่ถึงไหนสักทีใช่มั้ยคะ

ดังนั้น วิธีที่ถูกต้อง คือการรวมความตั้งใจที่ชัดเจน (เช่น ฉันคือคนที่สุขภาพดีและมีกล้ามหน้าท้องโตพอๆ กับขนมปังแพสังขยาในเซเว่น) เข้ากับอารมณ์ที่ยกระดับ (ความรู้สึกขอบคุณ ความสุข ความรัก) เมื่อสองอย่างนี้รวมกัน มันจะเกิดเป็นคลื่นพลังงานความถี่สูง ที่สามารถดึงดูดความเป็นไปได้ใหม่ๆ จากสนามควอนตัมให้กลายมาเป็นความจริงในชีวิตเราได้

Dr. Valerie Hunt นักวิทยาศาสตร์ผู้บุกเบิกการศึกษาเรื่องสนามพลังงานมนุษย์ ก็ยืนยันในหนังสือ Infinite Mind ว่า "การสั่นสะเทือนที่ต่ำอยู่กับความเป็นจริงทางวัตถุ การสั่นสะเทือนที่สูงกว่าอยู่กับความเป็นจริงทางจิตวิญญาณ" ถ้าเราอยากสร้างชีวิตที่มหัศจรรย์ เราก็ต้องยกระดับคลื่นพลังงานของเราให้สูงขึ้นค่ะ


ดำดิ่งให้ลึกกว่าเดิม: พลังจากตัวตนที่แท้จริงข้างใน

และนี่คือส่วนที่บลูคิดว่าสำคัญที่สุดและเป็นหัวใจของศาสตร์ที่บลูศึกษามาเลยค่ะ การเชื่อที่ทรงพลังจริงๆ มันไม่ได้มาจากความคิดที่ผิวเผิน แต่มันต้องมาจากแก่นกลางของตัวเรา...จากจิตไร้สำนึก (Unconscious Mind)

Carl Jung บิดาแห่งจิตวิทยาเชิงลึก คือคนที่พาเราไปสำรวจดินแดนมหัศจรรย์นี้ค่ะ Jung ค้นพบว่าลึกลงไปในจิตใจของมนุษย์ทุกคน เรามีสิ่งที่เรียกว่าจิตไร้สำนึกรวม (Collective Unconscious) ซึ่งเป็นเหมือนคลังเก็บ พิมพ์เขียวของจิตวิญญาณ ที่เรามีร่วมกันทั้งมวล พิมพ์เขียวเหล่านี้เรียกว่าอาร์คีไทป์ (Archetypes) ค่ะ

อาร์คีไทป์คือต้นแบบพลังงานดั้งเดิม เช่น วีรบุรุษ, ผู้เยียวยา, นักปราชญ์, หรือแม้แต่ภาพของพระเจ้าที่อยู่ในตัวเรา ซึ่ง Jung เรียกว่าตนเองที่แท้จริง (the Self)

ตนเอง (the Self) ไม่ใช่อัตตา (Ego) ที่เราใช้ในชีวิตประจำวันนะคะ แต่เป็นศูนย์กลางที่ใหญ่กว่า เป็นองค์รวมทั้งหมดของบุคลิกภาพเรา เป็นเหมือนผู้ควบคุมระบบจิตทั้งหมดเลย

ดังนั้น การที่เราจะเชื่อว่าเราเป็นนักแสดงที่ประสบความสำเร็จ มันไม่ใช่แค่การให้ Ego ของเราคิดว่า "ฉันอยากเป็น" แต่คือกระบวนการที่ลึกซึ้งกว่านั้น มันคือการที่เราต้องค่อยๆ ปรับจูนพลังงานของเราให้สอดคล้องกับ "อาร์คีไทป์ของนักสร้างสรรค์ผู้ยิ่งใหญ่" ที่มีอยู่แล้วในตัวเราทุกคน นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Self-realization หรือการตระหนักรู้ในตนเองที่แท้จริง

Jung ยังพบอีกว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่จิตใจเรารู้สึกสับสน วุ่นวาย หรือไม่สมดุล จิตไร้สำนึกของเรามักจะสร้างสัญลักษณ์ที่เป็นรูปวงกลมขึ้นมาในความฝันหรือในจินตนาการ ซึ่งก็คือ Mandala นั่นเองค่ะ มันคือสัญลักษณ์ของความเป็นหนึ่งเดียว ความสมบูรณ์ ที่จิตของเราสร้างขึ้นมาเพื่อเยียวยาและจัดระเบียบตัวเองกลับสู่ศูนย์กลางอีกครั้ง


บทสรุป: เราคือผู้ร่วมสร้าง ไม่ใช่แค่ผู้รอคอย

มาถึงตรงนี้...บลูหวังว่าทุกคนจะเริ่มเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นแล้วนะคะ 🤍

คำตอบสำหรับคำถามที่ว่า "แค่เชื่อก็เป็นจริงใช่หรือไม่?" คือ "ใช่...แต่เป็นการเชื่อในระดับที่ลึกซึ้งถึงแก่นพลังงาน"

มันคือการเดินทางจากการคิดไปสู่การเป็น มันคือการจัดเรียงข้อมูลและพลังงานในตัวเราใหม่ทั้งหมดให้สอดคล้องกับภาพที่เราต้องการสร้างขึ้น และเมื่อโลกข้างในของเราเปลี่ยน...โลกข้างนอกก็จะสะท้อนภาพนั้นออกมาเอง ☺️

ปรากฏการณ์ Synchronicity หรือเหตุการณ์บังเอิญที่มีความหมาย ที่ Jung พูดถึงบ่อยๆ ก็คือหลักฐานของเรื่องนี้แหละค่ะ เคยไหมคะที่นึกถึงใครบางคนแล้วคนนั้นก็โทรมาพอดี? หรือกำลังหาคำตอบอะไรบางอย่างแล้วก็บังเอิญไปเจอหนังสือเล่มที่ใช่? นั่นคือสัญญาณว่าโลกภายในและโลกภายนอกของเรากำลังจูนตรงกัน

เราต้องเชื่อก่อนจึงจะเห็น เพราะอย่างที่ใครหลายคนว่าไว้ "ความเชื่อเป็นเพียงความคิดที่เราคิดซ้ำๆ" และเมื่อเราคิดและรู้สึกถึงมันซ้ำๆ นานพอ มันก็จะกลายเป็นความจริงของเราค่ะ

ชีวิตของเราก็เหมือนผืนผ้าใบที่ว่างเปล่า เราทุกคนคือศิลปิน เราคือผู้ร่วมสร้าง (Co-creator) ที่กำลังถักทอชีวิตของตัวเองขึ้นมาในทุกๆ ขณะจิต ด้วยพลังแห่งความคิด ความรู้สึก และเจตจำนงของเราเอง

ดังที่ Dr. Wayne Dyer กล่าวไว้ในหนังสือ The Power of Intention ว่า "จงศรัทธาในตนเองในฐานะส่วนหนึ่งของพระเจ้า แล้วอัจฉริยภาพของคุณจะเบ่งบาน"

บลู

Create a free website with Framer, the website builder loved by startups, designers and agencies.