ภาพ 1 ใบ เขย่าจักรวาลในตัวเราได้ยังไง?
เลือกภาพยังไง?, การทำงานของสัญลักษณ์, กับดักที่มองไม่เห็น, ภาพนี้ทำงานกับเราจริงไหม?, ทำไมเคยขอพรแล้ว...มันไม่ได้?, ตกลงเทพ เทวดา ปีศาจ เขาอยู่ที่ไหนกันแน่? อยู่ในตัวเราเหรอ? หรือว่าเป็นสิ่งมีชีวิตอีกรูปแบบนึงที่อยู่นอกตัวเรา?
ทุกข้อสงสัย บลูอยากให้เริ่มจากจินตนาการถึงห้อง 4 ห้องที่เชื่อมต่อกันนะคะ ชีวิตของเราก็มี 4 ห้องพลังงานแบบนี้เหมือนกันทุกคน ตามแนวคิดของ Ken Wilber ใน A Theory of Everything เขาเรียกสิ่งนี้ว่า The Four Quadrants หรือ มิติทั้งสี่ของความเป็นจริง ซึ่งเป็นเหมือนพิมพ์เขียวที่อธิบายทุกอย่างตั้งแต่ระดับอะตอมไปจนถึงจักรวาลเลย

ปัญหาส่วนใหญ่ที่เราเจอกันคือ เรามักจะทุ่มเทพลังงานไปแค่ห้องใดห้องหนึ่ง...
บางคนมุ่งมั่นที่ โลกแห่งการกระทำ (ITS - โลกภายนอกส่วนรวม) ทำงานหนักแทบตาย แต่ข้างในพัง หมดไฟ หรือเราเองก็ดีกับคนอื่น ให้ไปตั้งมาก แต่โดนทำร้าย โดนการเอาเปรียบกลับ ไม่แฟร์เลย ...เคยเป็นมั้ยคะ?
บางคนก็จมอยู่กับ โลกแห่งความรู้สึก (I - โลกภายในส่วนตัว) คิดวนๆ กังวลซ้ำๆ แต่ไม่เคยลงมือทำอะไรให้เป็นรูปธรรม
บางคนยึดติดกับ ความเชื่อและวัฒนธรรม (WE - โลกภายในส่วนรวม) ทำตามที่สังคมบอกทุกอย่าง แต่ไม่เคยถามใจตัวเองจริงๆ ว่าต้องการอะไร
บางคนก็โฟกัสแค่ ร่างกายและสิ่งที่มองเห็น (IT - โลกภายนอกส่วนตัว) ต้องดูดี ต้องสมบูรณ์แบบในทุกมิติของชีวิต แต่กลับรู้สึกว่างเปล่าข้างใน
เห็นมั้ยคะว่า...ถ้าพลังงานในห้องทั้งสี่มันไม่ไหลเวียนถึงกัน มันก็เหมือนน้ำที่ขังอยู่ในบ่อ ไม่มีการเคลื่อนไหว ชีวิตเรามันก็เลยนิ่งอยู่อย่างนั้น
แล้วคำถามคือ...จะทำยังไงให้ประตูทั้ง 4 ห้องนี้มันเปิดถึงกันได้ล่ะ?
คำตอบง่ายกว่าที่คิดค่ะ...มันคือ สัญลักษณ์
Published On: 12 ก.ย. 2568
ไม่ใช่แค่ภาพ แต่คือกุญแจเปิดประตูพลังงาน
งานของบลูคือการสร้างกุญแจดอกพิเศษที่เป็นของเราในรูปแบบของสัญลักษณ์ ที่เราจะเห็นมันทุกวัน (Wallpaper) *ซึ่งอาจะเป็นอย่างอื่นก็ได้นะคะ ใดๆ ที่เราสามารถเห็น สัมผัส ได้กลิ่น ได้ยินหรือระลึกถึงสิ่งนั้นได้ง่าย* กุญแจดอกนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเปิดประตูทั้ง 4 ห้องให้เชื่อมถึงกันอย่างสมบูรณ์
ให้บลูอธิบายให้เห็นภาพมากขึ้นนะคะ...
จุดเริ่มต้นที่โลกในใจเรา (I - Interior Individual)

ก่อนจะสร้างภาพอะไรขึ้นมา บลูต้องดำดิ่งลงไปในโลกของเราก่อน... ‘แล้วถ้าความกลัวที่ฉุดรั้งเราอยู่ทุกคนตอนนี้ มันไม่ใช่แค่ความกลัวของเราคนเดียว แต่เป็นเสียงของ Archetype บางตัวในตัวเราที่กำลังร้องขอการเยียวยาล่ะ?’ นี่คือคำถามตั้งต้นเลยค่ะ เราจะคุยกันถึงความฝัน ความเจ็บปวด สิ่งที่จิตใต้สำนึกของเรากำลังส่งเสียงออกมา เราจะหาให้เจอว่าแก่นพลังงาน (Intentional Core) ของเราคืออะไร นี่คือการทำงานกับโลกภายในที่ลึกที่สุด
...ที่ต้องเริ่มแบบนี้ เพราะมันเหมือนกับการที่เราจะสร้างบ้านสักหลังเลยค่ะ เราต้องมีพิมพ์เขียว (Blueprint) ก่อนใช่ไหมคะ? เราจะไปบอกช่างว่า “อยากได้บ้านสวย ๆ” แบบลอย ๆ ไม่ได้ แต่ต้องมีแบบแปลนที่บอกสัดส่วน ขนาด และโครงสร้างที่ชัดเจน
ความคิดของเราก็ทำงานแบบเดียวกันเลยค่ะ
หลายครั้งที่เราพยายามสร้างชีวิตที่เราต้องการ แต่เรากลับไม่มีพิมพ์เขียวที่ชัดเจนในระดับพลังงาน เราแค่มีความปรารถนาลอย ๆ แต่สนามพลังงานข้างในยังคงเป็นหมอกหนาเหมือนเดิม ผลลัพธ์ก็คือ...เราสร้างบ้านจากหมอก มันเลยไม่เคยเป็นจริงสักที
แล้วถ้าเราเชื่อว่าความคิดของเรามีสัดส่วนและรูปทรงจริง ๆ...มันหมายความว่าอะไรคะ? หมายความว่าเราสามารถวาดพิมพ์เขียวของความคิดเราได้ใช่ไหม?
นี่แหละค่ะคือจุดเริ่มต้นของทั้งหมด

Malcolm Rae ได้วาดวงจรนี้ไว้ Thought (ความคิด) → Number (ตัวเลข) → Geometry (เรขาคณิต) → Code (รหัส)
“A THOUGHT BEHAVES LIKE A FIELD” — ความคิดทำงานเหมือนสนามพลังงาน
“THOUGHT IS A FACET OF MAGNETISM” — ความคิดเป็นแง่มุมหนึ่งของพลังแม่เหล็ก
“THOUGHT IS A PROPORTION OR A COMPLEX OF PROPORTIONS” — ความคิดคือสัดส่วน หรือกลุ่มก้อนอันซับซ้อนของสัดส่วน
แล้ววงจรนี้ทำงานยังไงในชีวิตจริง? ให้บลูพาไปดูนะคะ
Step 1: ความคิดของเราคือสนามพลังงาน (Thought as a Field)
เวลาที่เพื่อน ๆ ทักเข้ามาปรึกษาบลู สิ่งที่ส่งมามันไม่ใช่แค่ตัวอักษรแต่มันคือสนามพลังงานของความคิด ความรู้สึก ความกลัว และความหวังทั้งหมดที่อัดแน่นอยู่ บลูทำหน้าที่เหมือนเครื่องรับสัญญาณ ที่คอยซึมซับทุกคลื่นเพื่อรู้สึกถึงสนามพลังงานนั้น ไม่ใช่แค่อ่านตัวหนังสือ
ก็เหมือนที่ Carl Jung พูดถึง Collective Unconscious หรือจิตไร้สำนึกร่วมของมนุษยชาติ ที่เราทุกคนเชื่อมต่อกันผ่านสนามพลังงานของสัญลักษณ์และ Archetype ความรู้สึกโดดเดี่ยวหรือสับสนของเรา มันจึงเป็นภาษาที่จักรวาลเข้าใจค่ะ
Step 2: สนามพลังงานดึงดูดสัญลักษณ์ของมันเอง (Magnetism & Resonance).
เคยสงสัยไหมคะว่าทำไมอยู่ ๆ เราถึงรู้สึกถูกดึงดูดกับไพ่ทาโรต์ใบหนึ่งเป็นพิเศษ ทำไมเห็นเทพหรือเดมอนบางองค์แล้วรู้สึกผูกพันธ์ หรือฝันถึงสัญลักษณ์แปลก ๆ ซ้ำ ๆ ?
นั่นเพราะสนามพลังงานความคิดของเรากำลังทำงานเหมือนแม่เหล็กค่ะ มันกำลังส่งแรงสั่นสะเทือนออกไปเพื่อดึงดูดภาษาที่จะมาอธิบายตัวมันเอง งานของบลูคือการช่วยฟังว่าสนามพลังงานนั้นกำลังเรียกหาสัญลักษณ์อะไร...ไพ่ The Hermit, เทพ Anubis, หรือ Mandala รูปทรงไหนกันแน่ที่สั่นพ้อง (resonate) กับพิมพ์เขียวในใจของเราตอนนี้

ซึ่งเรื่องนี้มันยาวมาก บลูขอแยกประเด็นนี้ออกไปอีกโพสต์นึงนะคะ จะเล่าให้ฟังว่า เราเกิดความรู้สึกคลิกเพราะอะไร รู้สึกเฉยๆ เพราะอะไร หรือแม้กระทั่งรู้สึกเกลียดบางภาพเพราะอะไร
Step 3: แปลงสนามพลังงานให้เป็นรูปทรงเรขาคณิต (Proportion & Geometry)
นี่คือหัวใจของกระบวนการเลยค่ะ บลูจะนำสัญลักษณ์และพลังงานที่จับได้ มาถอดรหัสให้กลายเป็นสัดส่วน (โครงสร้างภาพ) และรูปทรงเรขาคณิตที่ศักดิ์สิทธิ์ (Sacred Geometry)
ทำไมต้องเป็นเรขาคณิต? เพราะมันคือภาษาแรกของจักรวาลค่ะ ก่อนจะมีภาษาพูด โลกนี้มีแต่รูปทรงและสัดส่วน Alfred North Whitehead นักปรัชญาและนักคณิตศาสตร์ เคยกล่าวในทำนองว่า “จักรวาลคือกระบวนการ (process) ของการที่สิ่งที่เป็นไปได้ (potentiality) กลายมาเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง (actuality)” ซึ่งเรขาคณิตนี่แหละค่ะคือสะพานเชื่อมระหว่างสองสิ่งนี้
การสร้าง Mandala หรือ Artwork ให้ใครสักคน จึงไม่ใช่การวาดรูปสวย ๆ แต่คือการคืนสัดส่วนที่ถูกต้องให้กับสนามพลังงานของเขา เหมือนการจัดกระดูกที่บิดเบี้ยวให้กลับเข้าที่นั่นเองค่ะ
Step 4: รูปทรงเรขาคณิตกลายเป็นโค้ดส่วนตัวของเรา (The Code)
เมื่อพิมพ์เขียวพลังงานถูกวาดขึ้นมาแล้ว มันจะกลายเป็น Wallpaper หรือโค้ดที่เราพกติดตัวไปทุกที่
ลองจินตนาการตามบลูนะคะ... ในวันแรกที่เราเปิดหน้าจอมือถือขึ้นมาเห็นโค้ดนี้ มันไม่ใช่แค่ภาพอีกต่อไป แต่มันคือกระจกที่สะท้อนพิมพ์เขียวพลังงานภายในของเรา ทุกครั้งที่ตาเราเห็นภาพนี้ จิตใต้สำนึกของเรากำลังอ่านโค้ดนี้อยู่ มันกำลังค่อย ๆ ปรับจูนสนามพลังงานของเราให้กลับมาสอดคล้องกับโครงสร้างที่สมดุลและถูกต้อง
มันเหมือนกับ Placebo Effect ในระดับพลังงานเลยค่ะ ที่จิตของเราตอบสนองต่อสัญลักษณ์ของการเยียวยา จนร่างกายสร้างการเยียวยาขึ้นมาจริง ๆ งานของบลูคือการสร้างสัญลักษณ์ที่ทรงพลังที่สุดสำหรับจิตของเราโดยเฉพาะ
วงจรนี้มันวนกลับมาที่เดิมค่ะ... Code ที่เราเห็น จะสร้าง Thought ใหม่ ความคิดใหม่นี้จะสร้างสนามพลังงานใหม่ และชีวิตของเราก็จะเริ่มดึงดูดสิ่งใหม่ ๆ เข้ามา
ย้อนกลับไปที่ ประตูทั้ง 4 ห้อง นี่คือการทำให้หลักการของ Ken Wilber เรื่อง 4 Quadrants
บลูทำงานกับโลกภายในของคุณ (I - Interior Individual)
สร้างผลลัพธ์ที่เป็นสิ่งของรูปธรรมจับต้องได้ (IT - Exterior Individual / The Wallpaper)
โดยใช้ภาษาสัญลักษณ์ร่วมของมนุษยชาติ (WE - Interior Collective / Archetypes)
เพื่อให้มันไปสร้างผลกระทบในโลกภายนอกของเราจริง ๆ (ITS - Exterior Collective / ชีวิต การงาน ความสัมพันธ์)
แล้วถ้าเราไม่ทำอะไรเลยล่ะ? จะเกิดอะไรขึ้น?
ถ้าเราปล่อยให้สนามพลังงานความคิดของเราเป็นเหมือนหมอกหนา ๆ ต่อไป...ชีวิตเราก็จะเหมือนคนที่ขับรถท่ามกลางหมอกค่ะ คือไปต่อได้ แต่ไปแบบช้า ๆ กลัว ๆ ไม่กล้าเหยียบคันเร่ง และอาจจะหลงทางได้ง่าย ๆ เราจะรู้สึกเหมือนเป็นเหยื่อของสถานการณ์ รอให้โชคชะตาพัดพาไป โดยที่ไม่รู้เลยว่าจริง ๆ แล้ว...เรามีพลังที่จะเป็นคนสร้างเส้นทางนั้นเอง เหมือนที่ใครสักคนเคยบอกว่าอายุ 40 เป็นเลขเฉลี่ยที่คนส่วนใหญ่มักมาสำนักทีหลังว่าที่ผ่านมาเราพลาดหรือเสียใจในเรื่องที่ผ่านมาอะไรไปบ้าง อะไรที่ควรจะทำ แต่ไม่เคยได้ทำ อะไรที่ควรตัด แต่ยังยื้อ อะไรที่ควรจะรักษา แต่ทิ้งมันไป…
การมีพิมพ์เขียวพลังงานที่ชัดเจน มันเหมือนการเปิดไฟสูงและเปิด GPS นำทางท่ามกลางหมอกนั่นแหละค่ะ เราจะเห็นทางชัดขึ้น กล้าตัดสินใจมากขึ้น และรู้ว่าทุกก้าวที่เราเดิน...มันกำลังพาเราไปยังจุดหมายที่ถูกต้อง
บลูรู้ค่ะว่าเรื่องพวกนี้มันอาจจะดูซับซ้อน แต่จริง ๆ แล้วแก่นของมันเรียบง่ายมาก
“Until you make the unconscious conscious, it will direct your life and you will call it fate.” - Carl Jung (ตราบใดที่คุณยังไม่ทำให้สิ่งที่อยู่ในจิตไร้สำนึกปรากฏขึ้นในจิตสำนึก มันจะกำกับชีวิตคุณ และคุณจะเรียกมันว่าโชคชะตา)
บลูยึดโควทนี้บ่อยมากนะ เพราะมันสะท้อนชีวิตเราทุกคนเลย งานที่บลูทำ ก็คือการช่วยดึงพิมพ์เขียวที่ซ่อนอยู่ในจิตไร้สำนึกของเรา ให้ออกมาปรากฏเป็นภาพที่ชัดเจนในจิตสำนึก...เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องเรียกมันว่าโชคชะตาอีกต่อไป แต่เรียกมันว่าการออกแบบร่วมค่ะ
มันไม่ใช่เรื่องของเวทมนตร์...แต่มันคือเรื่องของฟิสิกส์ จิตวิทยา และศิลปะ ที่มาบรรจบกันเหมือนที่ชื่อบทความของ Malcolm Rae บอกไว้เลยค่ะ...
“สู่ความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างสสารและจิตวิญญาณ”
...ซึ่งมันก็เริ่มต้นจากความคิดของเราทุกคนนี่เองค่ะ :)
2.แปลงพลังงานสู่โลกที่มองเห็น (IT - Exterior Individual)

Masons' Marks (พวกเขาคือปรมาจารย์ด้าน Sacred Geometry คือคนที่เข้าใจว่าจักรวาลถูกสร้างขึ้นจากรูปทรงศักดิ์สิทธิ์ (สี่เหลี่ยม, สามเหลี่ยม, วงกลม) พวกเขารู้วิธีดึงพลังงานของจักรวาล (Macrocosm) มาใส่ไว้ในก้อนหินเล็กๆ (Microcosm) เพื่อสร้างมหาวิหารที่มั่นคงและศักดิ์สิทธิ์) มันคือโค้ดพลังงาน สัญลักษณ์แต่ละอันถูกสร้างจากแม่แบบทางเรขาคณิตศักดิ์สิทธิ์ มันคือการเขียนโค้ดพลังงานลงบนสสารโดยตรง ... บลูก็ทำหน้าที่คล้ายๆ กัน แต่เป็นการช่วยสร้างวิหารในใจ (Inner Temple) ของแต่ละคนให้แข็งแรง Wallpaper ของบลูคือ Seal บนสนามพลังงานของเรา มันคือการประทับตราเจตจำนง (Intention) ของเราลงไปในชีวิตประจำวัน ภาพของบลูทำหน้าที่ตอกย้ำกับจิตใต้สำนึกของเราทุกวันว่า “คลื่นความถี่ในชีวิตของฉันกำลังถูกจัดเรียงใหม่ตามเจตจำนงนี้” มันคือลายเซ็นพลังงานส่วนตัวของเรา ที่ประกาศให้ทั้งโลกภายในและโลกภายนอกรู้ว่า “นี่คือพลังงานที่ฉันเลือกจะเป็น
เมื่อเราเข้าใจแก่นพลังงานข้างในแล้ว บลูก็จะเริ่มทำหน้าที่เป็นคนแปลภาษาพลังงานค่ะ บลูจะแปลงความปรารถนาที่มองไม่เห็นนั้น ออกมาเป็นภาพที่จับต้องได้บนหน้าจอของเรา (IT) ทุกองค์ประกอบในภาพ ตั้งแต่สี รูปทรง สัญลักษณ์ไพ่ หรืออื่นๆ ไปจนถึงตำแหน่งการจัดวางตามหลัก Sacred Geometry ซึ่งมันไม่ใช่ความบังเอิญ แต่มันคือการออกแบบคลื่นความถี่ (Vibration & Frequency) ที่เฉพาะเจาะจง เพื่อให้สมองและสนามพลังงาน (Aura) ของเรารับรู้และปรับจูนตาม เหมือนที่ Dr. Joe Dispenza บอกไว้ว่า “Where you place your attention is where you place your energy.” เมื่อคุณมองภาพนี้ทุกวัน ความสนใจของคุณจะดึงพลังงานไปหล่อเลี้ยงเจตจำนงนั้นให้แข็งแกร่งขึ้น
เชื่อมต่อกับ ภาษาจักรวาล (WE - Interior Collective)

หลายครั้งเราถูกสอนให้มองโลกแบบตรงไปตรงมาค่ะ เหมือนเปิดพจนานุกรม... คำว่า แมว (Signifier) ก็หมายถึงสัตว์สี่ขา มีหนวดร้องเหมียวๆ (Signified) จบแค่นั้น นักภาษาศาสตร์ที่ชื่อ Ferdinand de Saussure เรียกสิ่งนี้ว่าระบบ Dyadic คือมีแค่ 2 ส่วน สัญลักษณ์ กับ ความหมายที่สังคมตกลงกัน ซึ่งมันก็ไม่ผิดนะคะ แต่... มันแบนไปหน่อยสำหรับโลกแห่งพลังงาน มันเหมือนกับการอ่านโน้ตดนตรีแต่ไม่เคยได้ยินเสียงเพลงจริงๆ
แล้วถ้าการทำงานของสัญลักษณ์ในชีวิตเรา มันซับซ้อนและมีชีวิตชีวายิ่งกว่านั้นล่ะ?
นี่คือจุดที่บลูอยากชวนทุกคนมารู้จักกับแนวคิดของ Charles Sanders Peirce นักปรัชญาที่มองว่ากระบวนการสร้างความหมายมันไม่ใช่แค่ 1+1=2 แต่มันเป็นสามเหลี่ยมแห่งพลัง หรือที่เรียกว่า Triadic system ค่ะ
ให้เราลองนึกภาพตามนะคะ...
Object (พลังงานต้นกำเนิด): ลองจินตนาการถึงความรักของแม่ ที่เป็นสากลดูค่ะ พลังงานแห่งการโอบอุ้ม ให้กำเนิด ปกป้อง และความอุดมสมบูรณ์แบบไม่มีเงื่อนไข พลังงานนี้มีอยู่จริงในจักรวาล ในจิตไร้สำนึกของเราทุกคน นักจิตวิเคราะห์อย่าง Carl Jung เรียกแหล่งพลังงานร่วมนี้ว่า Collective Unconscious ซึ่งเป็นที่อยู่ของเหล่า Archetypes หรือต้นแบบพลังงานต่างๆ นี่คือสิ่งที่มีอยู่จริง แม้เราจะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าก็ตาม
Sign (สัญลักษณ์ที่เป็นสะพาน): ทีนี้ บลูในฐานะคนทำงานพลังงาน ก็จะทำหน้าที่เป็นเหมือนนักแปลพลังงาน บลูจะดึงพลังงานความรักของแม่ (Object) นั้นออกมา แล้วแปลงมันให้กลายเป็นภาพที่สื่อสารได้ เช่น ภาพไพ่ The Empress, ภาพพระแม่ลักษมี, หรือ Mandala ที่ใช้รูปทรงและสีสันที่สอดคล้องกับพลังงานแห่งความอุดมสมบูรณ์ ภาพ Wallpaper ที่เพื่อนๆ เห็น... มันคือ Sign ค่ะ คือสะพานที่เชื่อมโลกที่มองไม่เห็นเข้ากับโลกที่เรามองเห็น
Interpretant (ผู้สร้างความหมาย... ก็คือเราเอง): และนี่คือส่วนที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดค่ะ เมื่อตาของเราเห็นภาพ Wallpaper นั้น (Sign) จิตของเราจะไม่ได้หยุดแค่ ‘อ๋อ รูปพระแม่’ แต่มันจะเกิดกระบวนการบางอย่างข้างใน... พลังงานจากภาพจะวิ่งเข้าไปเชื่อมกับประสบการณ์ ความหวัง ความกลัว และความปรารถนาในจิตใต้สำนึกของเรา เกิดเป็นความหมายส่วนตัวขึ้นมา
บางคนเห็นแล้วอาจจะรู้สึกอบอุ่นหัวใจ เหมือนมีคนโอบกอด บางคนอาจจะรู้สึกมั่นใจว่าจะได้รับโอกาสดีๆ บางคนอาจจะน้ำตาไหลเพราะมันไปปลดล็อกความรู้สึกบางอย่างที่ติดค้าง ทั้งหมดนี้คือกระบวนการที่เราเป็นผู้ตีความและรับพลังงานเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
ทีนี้มันเลยกลับมาตอบคำถามที่ว่าทำไมเราเห็นภาพงูแล้วรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลง? ทำไมดวงจันทร์ถึงเชื่อมโยงกับอารมณ์? เพราะสิ่งเหล่านี้คือ ภาษาสากลของจิตวิญญาณ ที่อยู่ในจิตไร้สำนึกร่วมของมนุษยชาติ (Collective Unconscious) ตามที่ Carl Jung ได้อธิบายไว้ ทุกภาพที่บลูสร้างบลูจะดึงสัญลักษณ์จากไพ่ทาโรต์, ตำนานเทพในทุกวัฆนธรรม, หรือโหราศาสตร์ มาใช้เป็นภาษาหลัก เพราะมันคือทางลัดที่ทรงพลังที่สุดในการสื่อสารกับจิตวิญญาณของเราโดยตรง มันคือการบอกจิตใต้สำนึกของเราว่า “ฉันพร้อมแล้วสำหรับพลังงานและตัวตนใหม่” โดยใช้ภาษาที่มันเข้าใจในทันที
สร้างผลลัพธ์ในชีวิตจริง (ITS - Exterior Collective)
และนี่คือเป้าหมายสูงสุดค่ะ... เมื่อพลังงานข้างใน (I) ถูกปรับจูนผ่านภาพ (IT) โดยใช้ภาษาจักรวาล (WE)... ประตูห้องสุดท้ายคือชีวิตจริง (ITS) จะเริ่มขยับตามค่ะ

และนี่คือแผนที่การเดินทางของพลังงานที่อธิบายทุกอย่างที่บลูทำ ตั้งแต่การเชื่อมพลังงานเทพ (Mind) มาสู่การสร้างสรรค์ภาพ (Matter) และส่งพลังนั้นกลับเข้าไปเปลี่ยนชีวิตของผู้ใช้ (Mind)
ลองดูฝั่งซ้ายของแผนภาพนะคะ จะเห็นคำว่า MATTER อยู่ด้านบนสุด นี่คือโลกแห่งวัตถุ โลกที่เราจับต้องได้ เหมือนกับภาพ Wallpaper ที่อยู่ในมือถือของเรานั่นแหละค่ะ
ลูกศรที่ชี้ลงมาเขียนว่า Densifying หรือการทำให้หนาแน่น...ให้ลองนึกภาพตามนะคะ พลังงานที่เรามองไม่เห็น ไม่ว่าจะเป็นพลังของเทพองค์ต่าง ๆ พลังของ Archetype (ต้นแบบพลังงาน) อย่าง The Magician หรือ The Empress หรือแม้แต่ความตั้งใจ (Intention) ของเราเอง...ทั้งหมดนี้มันล่องลอยอยู่ในสถานะที่เรียกว่า MIND (จิต) ซึ่งอยู่ฝั่งขวาของแผนภาพ
แล้วถ้าเราอยากให้พลังงานเหล่านั้นมาปรากฏในชีวิตจริงของเราล่ะ? เราจะทำยังไง?
คำตอบก็คือ...เราต้องหาภาชนะให้พลังงานนั้นสถิตค่ะ
นี่แหละคืองานของบลู บลูทำหน้าที่เป็นเหมือนสะพาน หรือ Line of Neutrality ที่อยู่ตรงกลางแผนภาพ บลูจะเชื่อมกับพลังงานต้นกำเนิดเหล่านั้น (Mind) แล้วแปลรหัสพลังงานที่ละเอียดอ่อนนั้นออกมาเป็นสัญลักษณ์ที่มองเห็นได้ (Matter) ไม่ว่าจะเป็นภาพเทพ, Mandala, หรือ Sigil บน Wallpaper
กระบวนการนี้ไม่ใช่แค่การออกแบบกราฟิกสวย ๆ นะคะ แต่มันคือศาสตร์และศิลป์ของการอัญเชิญพลังงานให้ลงมาฝังในรูปแบบของภาพ นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Centropy ในแผนภาพ คือการเปลี่ยนสภาวะที่ไร้ระเบียบให้กลายเป็นโครงสร้างที่มีความหมาย
เหมือนที่นักจิตวิเคราะห์ชื่อดัง Carl Jung เคยกล่าวไว้ว่า “Until you make the unconscious conscious, it will direct your life and you will call it fate.” (ตราบใดที่คุณยังไม่ดึงสิ่งที่อยู่ในจิตไร้สำนึกออกมาสู่จิตสำนึก มันจะกำกับชีวิตคุณไปเรื่อย ๆ และคุณจะเรียกมันว่าโชคชะตา)
... Wallpaper ของบลูก็ทำหน้าที่เดียวกันเลยค่ะ คือการดึงพลังงานที่ซ่อนอยู่ในจิตไร้สำนึกของจักรวาล (Collective Unconscious) ออกมาให้เราเห็นและเชื่อมต่อได้ผ่านหน้าจอมือถือ
จาก ภาพในมือ สู่ ความจริงในชีวิต
เอาล่ะ...ทีนี้มาถึงส่วนที่สำคัญที่สุดแล้วค่ะ แล้วมันจะเปลี่ยนชีวิตเราได้ยังไง?
ให้เพื่อน ๆ ดูฝั่งขวาของแผนภาพนะคะ จะเห็นคำว่า MIND ลูกศรจะชี้จาก Matter (Wallpaper) วนกลับไปที่ Mind (จิตของผู้ใช้) ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Entropy หรือ Dissociation คือการที่ภาพซึ่งเป็นวัตถุสลายตัวเองกลับไปเป็นพลังงานในจิตของเราอีกครั้ง
ให้บลูลองอธิบายแบบนี้นะคะ
ทุกครั้งที่เรามอง Wallpaper พลังงานที่ถูกผนึก (Seal) ไว้ในภาพ จะเริ่มสั่นสะเทือนและส่งคลื่นความถี่ออกมาผ่านหน้าจอ...ดวงตาของเรารับภาพ สมองประมวลผล แต่ที่ลึกกว่านั้นคือสนามพลัง (Aura) ของเรากำลังรับการสั่นสะเทือนนั้นเข้าไปโดยตรง
ภาพพระแม่ลักษมี ไม่ได้เป็นแค่รูปแต่เป็น Portal หรือประตูที่เชื่อมเราเข้ากับคลื่นความถี่แห่งความมั่งคั่งบริบูรณ์
ภาพองค์พระพิฆเนศ ไม่ใช่แค่สัญลักษณ์ แต่เป็น Grid พลังงานที่ช่วยเคลียร์อุปสรรคและเปิดทางให้ปัญญาไหลเข้า
ภาพไพ่ The Sun ไม่ใช่แค่ไพ่ แต่เป็นการ Activation ที่ปลุกพลังแห่งความสำเร็จและความมีชีวิตชีวาในตัวเรา
พลังงานเหล่านี้จะค่อย ๆ เข้าไปปรับจูน คลื่นความถี่ในจิตใต้สำนึกของเรา เหมือนเราเปิดวิทยุหาคลื่นที่ใช่...เมื่อคลื่นของเราตรงกับคลื่นแห่งความมั่งคั่งหรือความสำเร็จแล้ว
...เดาออกไหมคะว่าจะเกิดอะไรขึ้น?
ใช่ค่ะ...เราจะเริ่มดึงดูดสถานการณ์ ผู้คน และโอกาสที่สอดคล้องกับคลื่นนั้นเข้ามาในชีวิต นี่คือหลักการของ Resonance และกฎแห่งแรงดึงดูดที่ทำงานในระดับควอนตัมเลย
เหมือนที่ Dr. Joe Dispenza ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาศาสตร์ได้เขียนไว้ในหนังสือ Breaking the Habit of Being Yourself ว่า ความคิดของเราส่งสัญญาณไฟฟ้าออกไป และความรู้สึกของเราก็ดึงดูดเหตุการณ์กลับเข้ามา... Wallpaper พลังงานก็คือเครื่องมือที่ช่วยตั้งค่าทั้งความคิดและความรู้สึกของเราให้ตรงกับอนาคตที่เราต้องการนั่นเองค่ะ
แก่นของเรื่องทั้งหมด: ไม่ใช่การขอแต่คือการสั่นพ้อง (Resonance)
เพื่อให้เห็นภาพง่ายที่สุด ให้ลองนึกว่าตัวเราเป็นเหมือนสถานีวิทยุค่ะ ในตัวเรามีคลื่นความถี่เป็นร้อยเป็นพันคลื่นเลย ทั้งคลื่นความกลัว ความรัก ความกล้าหาญ ความอุดมสมบูรณ์...มีครบหมด
ส่วนภาพเทพ, สัญลักษณ์, Wallpaper, หรือเครื่องรางต่าง ๆ ก็เปรียบเหมือนคลื่นพาหะที่ถูกจูนมาที่ความถี่เฉพาะทางแล้ว เช่น
พระพิฆเนศ: คลื่นความถี่แห่งการเริ่มต้น ปัญญา และการข้ามอุปสรรค
The Empress (ไพ่ทาโรต์): คลื่นความถี่แห่งความอุดมสมบูรณ์ การดูแล การให้กำเนิด
Archangel Michael: คลื่นความถี่แห่งการปกป้อง ความกล้าหาญ และความจริง
เมื่อเราเอาสถานีวิทยุ (ตัวเรา) ไปอยู่ใกล้ ๆ คลื่นพาหะ (ภาพ) ถ้าคลื่นเราตรงกันพอดี มันจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า Resonance หรือการสั่นพ้อง คลื่นความถี่นั้นในตัวเราที่อาจจะเคยเบา ๆ หรือหลับอยู่ ก็จะถูกกระตุ้นให้ดังและชัดเจนขึ้น
ดังนั้นภาพไม่ได้ให้พลังงานใหม่กับเรานะคะ แต่ทำหน้าที่เป็นกุญแจไปไขพลังงานที่มีอยู่แล้วในตัวเราให้ทำงานต่างหาก
นักจิตวิเคราะห์ในตำนานอย่าง คาร์ล ยุง (Carl Jung) เรียกแหล่งพลังงานร่วมของมนุษย์นี้ว่าจิตไร้สำนึกร่วม (Collective Unconscious) เขาบอกว่าสัญลักษณ์ Archetype (ต้นแบบ) อย่างเทพเจ้า ปีศาจ วีรบุรุษ ไม่ได้อยู่แค่ในตำนานปรัมปรา แต่อยู่ในโครงสร้างทางจิตใจของมนุษย์ทุกคนรอวันถูกปลุกขึ้นมา นี่แหละค่ะ คือกลไกที่แท้จริง มันคือการทำให้โชคชะตากลายเป็นเจตจำนงของเรา
5 สัญญาณ: เช็กให้ชัดว่าภาพนี้ทำงานกับเราจริงไหม?
โอเค มาถึงภาคปฏิบัติกันบ้างค่ะ 555 เราจะรู้ได้ยังไงว่าคลื่นเรามันจูนติดแล้ว? บลูสรุปมาเป็น 5 สัญญาณหลัก ๆ ที่สังเกตได้ง่าย ๆ ค่ะ
1. สัญญาณจากความรู้สึก: Resonance ฉับพลัน
นี่คือด่านแรกที่ชัดที่สุดค่ะ คือปฏิกิริยาแรกที่เกิดขึ้นในใจและกายทันทีที่เห็นภาพนั้น
ด้านบวก: รู้สึกอบอุ่น, ปลอดภัย, ใจฟู, สงบ, มั่นใจขึ้นมาเฉย ๆ หรือบางทีเห็นแล้วน้ำตาคลอ เหมือนได้กลับบ้าน
ด้านลบ (ที่ใช่ Resonance เหมือนกัน): เห็นแล้วใจสั่น, ร้อนวูบวาบ, อึดอัด, หรือกระทั่งรู้สึกเกลียด ขยะแขยงแรง ๆ ก็ใช่ เพราะมันอาจจะไปสะกิดเงา (Shadow) หรือปมบางอย่างในใจเราที่ยังไม่ได้รับการดูแล ซึ่งนี่ก็คือการทำงานของพลังงานรูปแบบหนึ่งเหมือนกันค่ะ
ตัวอย่าง: ลูกค้าของบลูท่านหนึ่งเล่าว่าตอนเห็นภาพลิลิธ (Lilith) ครั้งแรก เขารู้สึกทั้งกลัวและหลงใหลในเวลาเดียวกัน หัวใจเต้นแรงมาก นั่นคือสัญญาณว่า Archetype ของความเป็นหญิงอิสระ ที่ถูกกดทับไว้ในตัวเขากำลังถูกปลุกขึ้นมาอย่างรุนแรง
2. สัญญาณจากโลกภายนอก: Synchronicity ที่ถาโถม
หลังจากเราเริ่มจูนกับสัญลักษณ์นั้นแล้ว ให้ลองสังเกตสิ่งรอบตัวดี ๆ ค่ะ จักรวาลมักจะส่งสัญญาณซ้ำ ๆ มายืนยันว่า “ใช่ คลื่นนี้แหละ” ที่คาร์ล ยุง เรียกว่า Synchronicity หรือเหตุการณ์บังเอิญที่มีความหมายเชื่อมโยงกัน
ตัวอย่าง:
หลังจากตั้ง Wallpaper The Empress อยู่ดี ๆ เพื่อนก็ซื้อขนมมาฝาก มีคนชวนไปกินข้าว หรือแม่โทรมาหาด้วยความเป็นห่วง...จักรวาลกำลังสะท้อนการดูแลเอาใจใส่กลับมาให้เรา
ใช้ภาพที่เกี่ยวกับ เทพเมอร์คิวรี (Mercury) แล้ววันนั้นเจอแต่เรื่องที่เกี่ยวกับการสื่อสาร การเดินทาง หรือได้รับข้อความหลังจากการสมัครงานที่รอคอยมานาน
3. สัญญาณจากการเปลี่ยนแปลงภายใน: นิสัยและความคิดที่เปลี่ยนไป
นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้งที่สุดค่ะ คือการที่เราเริ่มเป็นพลังงานนั้น ไม่ใช่แค่ขอจากพลังงานนั้น
ความคิด: ตัดสินใจเด็ดขาดขึ้น, มองโลกในแง่ดีขึ้น, หรือมีไอเดียสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ผุดขึ้นมา
นิสัย: จากคนที่ผัดวันประกันพรุ่ง จู่ ๆ ก็มีแรงลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง หรือจากคนที่ขี้กลัว ก็กล้าที่จะปฏิเสธในสิ่งที่ไม่ใช่
ตัวอย่าง: คนที่ใช้ภาพ Archangel Michael มาสักพัก อาจจะสังเกตตัวเองว่า “เออ...แปลกดี เมื่อก่อนเรื่องแค่นี้เราคงคิดเป็นอาทิตย์ ทำไมวันนี้กล้าพูด กล้าตัดสินใจง่ายจัง” นั่นแหละค่ะ คือการทำงานจากข้างใน
4. สัญญาณจากสนามพลังงานรอบตัว: คนอื่นปฏิบัติต่อเราเปลี่ยนไป
เมื่อคลื่นพลังงานภายในของเราเปลี่ยน โลกภายนอกก็ต้องปรับตัวตามค่ะ เหมือนที่เราเห็นในทฤษฎีควอนตัมฟิสิกส์ว่า ผู้สังเกตการณ์มีผลต่อสิ่งที่ถูกสังเกต
ตัวอย่าง:
คนที่ตั้งรูป เทพีไอซิส (Isis) ซึ่งเป็น Archetype ของ The Divine Feminine และ High Priestess อยู่ ๆ อาจจะมีผู้หญิงที่เก่งและมีอำนาจเข้ามาช่วยเหลือในที่ทำงาน หรือคนเริ่มเข้ามาขอคำปรึกษาจากเราบ่อยขึ้น
คนที่ใช้ภาพ เทพอาเรส (Ares) ซึ่งเป็นเทพแห่งสงครามและความมุ่งมั่น อาจจะพบว่าเพื่อนร่วมงานที่เคยขี้เกียจ จู่ ๆ ก็ดูกระตือรือร้นขึ้นมาเมื่อทำงานกับเรา เพราะสนามพลังงานของเราไปกระตุ้นเขา
5. สัญญาณจากกายและฝัน: ภาษาจากจิตใต้สำนึก
ร่างกายและความฝันคือช่องทางตรงที่สุดที่จิตใต้สำนึกจะสื่อสารกับเราได้
ความฝัน: ฝันเห็นสัญลักษณ์ที่เกี่ยวกับภาพนั้น, ฝันว่าได้พูดคุยกับตัวตนในภาพ, หรือฝันถึงสถานการณ์ที่สะท้อนธีมพลังงานนั้น ๆ
ร่างกาย: รู้สึกอุ่น ๆ ที่ท้อง, หนัก ๆ ที่บ่า, หรือรู้สึกเหมือนมีพลังงานวิ่งพล่านในตัวเวลาที่มองภาพนั้น หรือจู่ ๆ ก็มีแรงอยากลุกไปออกกำลังกาย
สรุปสั้น ๆ สังเกตง่าย ๆ คือ (1) ความรู้สึกแรก, (2) สัญลักษณ์ซ้ำในชีวิต, (3) การเปลี่ยนในตัวเอง, (4) การเปลี่ยนรอบตัว, และ (5) ความฝันหรือพลังงานกาย–จิตที่เปลี่ยนไป
ถ้ามีสัญญาณเหล่านี้เกิดขึ้น 2-3 ข้อขึ้นไป...ใช่เลยค่ะ ภาพนั้นกำลังทำงานกับเราอยู่แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นภาพที่บลูทำหรือของมงคล/สัญลักษณ์อื่น ๆ
เทพในตัวเรา vs เทพเหนือเรา
เอ๊ะ ตกลงเทพ เทวดา ปีศาจ หรือ Archetype ที่เราบูชากันเนี่ย เขาอยู่ที่ไหนกันแน่? อยู่ในตัวเราเหรอ? หรือว่าเป็นสิ่งมีชีวิตอีกรูปแบบนึงที่อยู่นอกตัวเรา?
ก่อนจะไปต่อ บลูอยากชวนเราถามตัวเองก่อนสักนิด... ครั้งล่าสุดที่เรารู้สึกคลิกกับสัญลักษณ์อะไรบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นไพ่, เทพองค์ใดองค์หนึ่ง หรือแม้แต่ตัวละครในหนัง...ความรู้สึกนั้นมันเป็นยังไงคะ? มันเหมือนเจอเพื่อนเก่าที่ไม่ได้คุยกันนาน หรือเหมือนเจอพลังงานที่ยิ่งใหญ่จนใจเราสั่น?
เก็บความรู้สึกนั้นไว้นะคะ...เพราะมันคือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญเลย
หนึ่งจักรวาล สองมุมมอง ข้างในและข้างนอก นั่นคือคำตอบสั้น ๆ ที่บลูมักจะให้ เพราะมันเป็นทั้งสองอย่างเลยค่ะ ...ใช่ค่ะ ฟังดูเหมือนกำปั้นทุบดิน แต่มันคือความจริงที่ซ้อนกันอยู่เหมือนชั้นของมิติ
มันไม่ใช่ either/or (อย่างใดอย่างหนึ่ง) แต่เป็น both/and (เป็นทั้งสองอย่างและมากกว่านั้น) ขึ้นอยู่กับว่าเรากำลังมองผ่านเลนส์ไหน
เลนส์ที่ 1: โลกภายใน (The God Within) จิตวิทยาเชิงลึกของ Carl Jung
ลองนึกภาพตามนะคะ Carl Jung นักจิตวิเคราะห์ผู้เป็นเหมือนคุณปู่ทวดของวงการเรา 555 เขาบอกว่ามนุษย์ทุกคนมีสิ่งที่เรียกว่าจิตไร้สำนึกร่วม (Collective Unconscious) อยู่
ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพ มันก็เหมือน iCloud ของมนุษยชาติค่ะ เป็นพื้นที่เก็บข้อมูลกลางที่บรรจุแม่แบบ หรือ Archetypes ของประสบการณ์ทั้งหมดที่มนุษย์เคยมีร่วมกันมา ไม่ว่าจะเป็น archetype ของแม่ผู้ให้กำเนิด (The Great Mother), วีรบุรุษ (The Hero), ผู้รอบรู้ (The Wise Old Man) หรือแม้แต่เงา (The Shadow) ของเราเอง
เทพ เทวดา ปีศาจ ที่เราเห็นในตำนานต่าง ๆ ทั่วโลก...ในมุมมองของ Jung แล้ว ก็คือใบหน้าที่วัฒนธรรมแต่ละแห่งสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนของ Archetype เหล่านี้
แล้วทำไมเราถึงคลิกกับบางองค์เป็นพิเศษ? เพราะในฮาร์ดไดรฟ์ส่วนตัวของเรา (จิตใต้สำนึกของเรา) มีไฟล์หรือคลื่นพลังงานที่มัน resonate หรือสั่นพ้องตรงกับ Archetype นั้น ๆ พอดี การที่เราจับไพ่ บางใบได้บ่อย ๆ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันคือเสียงสะท้อนจากข้างในว่า “ฉันคือเธอ และเธอคือฉัน”
พลังงานนี้ อยู่ในตัวเรา เป็นส่วนหนึ่งของพิมพ์เขียวแห่งจิตวิญญาณของเรามาตั้งแต่ต้น
เลนส์ที่ 2: โลกภายนอก (The God Without) เมื่อพลังงานก่อตัวเป็นรูปธรรม
โอเค...แล้วถ้ามันอยู่ในตัวเรา แล้วทำไมต้องมีพิธีกรรม? ทำไมต้องสวดอ้อนวอน? ทำไมต้องอัญเชิญ?
นี่แหละค่ะคือจุดที่สนุก...
ลองนึกถึงแว่นขยายที่รวมแสงอาทิตย์ให้กลายเป็นจุดเดียวจนกระดาษลุกเป็นไฟดูสิคะ พิธีกรรม ก็ทำหน้าที่ไม่ต่างกันเลย มันคือกระบวนการรวมศูนย์เจตนา (Focusing Intention) ของเรา จากพลังงานที่กระจายตัวอยู่ภายใน ให้กลายเป็นลำแสงที่เข้มข้นและมีทิศทาง
เมื่อเราทำพิธี สวดมนต์ หรือแม้กระทั่งการตั้งวอลเปเปอร์ด้วยความตั้งใจจริง เรากำลังทำสิ่งที่เรียกว่า Externalization คือการดึงเอาพลังงานภายใน ออกมาสร้างความสัมพันธ์ในโลกภายนอก

ในแผนภาพของ Jung จะเห็นว่ามีส่วนที่เรียกว่า NON EGO ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ Archetype ทำงานโดยที่เราควบคุมไม่ได้ เมื่อเราทำพิธี เรากำลังเปิดประตูเชิญพลังงานจากส่วนนี้ให้เข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับโลกของ EGO หรือตัวตนที่เรารับรู้ได้
ในจังหวะนี้เอง ที่ Archetype อาจแสดงตัวตนออกมาในลักษณะที่เหมือนเป็นอีกสิ่งหนึ่ง ที่มีเจตจำนงของตัวเอง (Autonomous Agency) เราจะรู้สึกเหมือนกำลังคุยกับใครสักคน ได้รับการตอบกลับที่ไม่ได้มาจากความคิดของเราเอง
Alfred North Whitehead นักปรัชญา เคยพูดถึงแนวคิดที่ว่าจักรวาลไม่ใช่แค่วัตถุที่ตายตัว แต่เป็น กระบวนการที่มีชีวิต ทุกสิ่งทุกอย่างเชื่อมโยงและส่งผลกระทบต่อกัน การที่เราตั้งใจเชื่อมต่อกับพลังงานใดพลังงานหนึ่ง ก็เหมือนการส่งคลื่นออกไปในบ่อแห่งจักรวาล แล้วรอรับคลื่นที่สะท้อนกลับมา...ซึ่งบางครั้ง คลื่นนั้นก็แรงจนรู้สึกเหมือนเป็นอีกตัวตนหนึ่งเลยทีเดียว
ดังนั้น การขอพรหรือทำพิธี จึงไม่ใช่การร้องขอต่อสิ่งแปลกหน้า แต่คือการสร้างบทสนทนากับมิติหนึ่งของตัวเราเอง...ในรูปแบบที่จับต้องได้มากขึ้น
มาถึงคำถามที่หลายคนอยากรู้แต่ไม่กล้าถาม 555
แล้วกรณีสายดาร์กที่ใช้ภาพเรียกคนรักเก่า หรือชนะคดีล่ะ? มีจริงไหม?
บลูขอตอบตรง ๆ เลยว่า...มีจริงค่ะ
เพราะในมุมของพลังงานและควอนตัม ทุกสิ่งเชื่อมโยงกันเป็นหนึ่งเดียวในสิ่งที่นักเล่นแร่แปรธาตุเรียกว่า Unus Mundus (โลกใบเดียว) การส่งเจตนา (Intention) ที่แรงกล้าผ่านสัญลักษณ์ (Symbol) ไปยังสนามพลังงานของอีกคนจึงเป็นไปได้
แต่... มันมีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ
นึกตามว่า... ถ้าเราจะเรียกพลังงานหนัก (demons/shadow) ที่ยิ่งใหญ่เข้ามาในชีวิต เราเรียกเขามาเพื่อเติมเต็ม หรือเพื่อควบคุมบางสิ่งบางอย่าง? แล้วเราพร้อมจะรับผิดชอบแรงสะท้อนของพลังนั้นแค่ไหน?
นี่คือด้านที่เราต้องคุยกันอย่างจริงใจค่ะ...เหมือนที่ในทุกตำนานมีทั้งเทพและปีศาจ ทุก Archetype ก็มีทั้งด้านสว่าง (Light) และด้านมืด (Shadow) การเรียกใช้พลังงาน โดยเฉพาะพลังงานที่แรง ๆ อย่างการทำเสน่ห์ หรือการบังคับใจคนอื่น มันคือการเดินเข้าไปในเขตของเงา
การทำแบบนั้นมันเหมือนการกู้เงินนอกระบบค่ะ ได้ผลเร็วทันใจ แต่ดอกเบี้ยมหาโหดและตามทวงหนี้โหดมาก พลังงานเหล่านี้มีต้นทุนเสมอ และมันมักจะกลับมาในรูปแบบที่เราคาดไม่ถึง ทำให้ชีวิตเราติดอยู่ในลูปของความเจ็บปวดซ้ำ ๆ
เพราะโลกจิตวิญญาณมีทั้งแรงให้และแรงถ่วง แนวปฏิบัติที่มุ่งไปที่การจูงใจหรือบิดเบือนจิตใจผู้อื่นมีในหลายวัฒนธรรม (เช่น คาถา ทำของ คำสาป การผูกมัดทางพลังงาน) แต่เราไม่สามารถมองเรื่องนี้เป็นเทคนิคไร้ผลข้างเคียงได้เลย เพราะพลังงานที่ถูกใช้โดยไม่มีความสมดุลมักเรียกการจ่ายราคากลับมาอย่างรุนแรง
บลูทำงานกับสัญลักษณ์ เทพ และบางครั้งกับพลังงานที่เรียกกันว่า demonic ในความหมายเชิง archetype พลังแบบนี้มีพฤติกรรมธรรมชาติเป็นของมันเองและ demon พื้นฐานเขาไม่ได้มีนิสัยที่เป็นผู้ให้โดยกำเนิดเพื่อช่วยคนที่กำลังหมดตัวหรือสิ้นหวัง หากผู้ขอมีพลังงานต่ำ หรืออยุ่ในสถานะที่ vulnerable (desperate, dependent, pity-driven) ผลลัพธ์มักจะเป็นการถูกปั่น หลง หรือเจ็บปวด บ่อยครั้งราคาไม่ได้จบที่ผลลัพธ์ที่ต้องการ แต่เป็นภาระที่ต้องแก้ไขยาวนาน…
มีเคสหนึ่งที่บลูจำได้ไม่ลืม ลูกค้าท่านหนึ่งอยากได้วอลเปเปอร์เพื่อดึงคนรักเก่ากลับมา บลูสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดของเขานะคะ ตอนที่เขาเล่า แต่ก็สัมผัสได้ถึงพลังงานของการครอบงำที่รุนแรง บลูจึงต้องอธิบายอย่างตรงไปตรงมานะคะว่า...
“บลูสร้างประตูให้ได้ค่ะ แต่บลูควบคุมสิ่งที่เดินออกมาจากประตูนั้นไม่ได้ และถ้าเจตนาของเราคือการบังคับ...สิ่งที่ถูกดึงดูดเข้ามาก็จะเป็นพลังงานแห่งการบังคับเช่นกัน มันอาจไม่ใช่ความรัก แต่เป็นความหลงที่บีบคั้นหัวใจเรายิ่งกว่าเดิม”
สุดท้าย ถ้าเราเปลี่ยนจากการดึงเขามาเป็นการดึงพื้นที่พลังตัวเองกลับมาแทน ผลลัพธ์อาจไม่รวดเร็วทันใจ แต่เป็นการเยียวยาที่ยั่งยืนและไม่ต้องจ่ายค่าดอกเบี้ยทางพลังงานที่แสนแพง
สรุปคือ
ถ้าทำงานกับ demon ด้วยความรู้สึกขาดแคลน (Desperation): เช่น “ฉันต้องได้เขาคืนมาไม่งั้นจะตาย” พลังงานที่ส่งออกไปคือความขาดเหมือนขาดยา ซึ่งมักจะดึงดูดสิ่งที่เราไม่ต้องการเข้ามาด้วย เช่น ได้คืนมาแบบมีปัญหา หนักสุดคือได้คืนมาแค่ตัว…, หรือตัวเราเองจะเสพติดผลลัพธ์จนเสียสมดุลพลังงานอย่างหนัก
ถ้าทำแบบมีข้อตกลงแลกเปลี่ยน: บางศาสตร์จะมีการทำข้อตกลงกับตัวตน (Entity) ที่เชื่อมโยงกับสัญลักษณ์นั้น ซึ่งต้องใช้ความเข้าใจและขอบเขต (เพื่อป้องกันผลข้างเคียง) ที่ชัดเจน + การทำข้อตกลง (ritual boundary, การแลกเปลี่ยนทางพลังงาน, วิธีคืนพลัง) ไม่อย่างนั้นอาจโดนปั่นหัว หรือถูกดึงพลังงานไปโดยไม่รู้ตัว
บลูอยากให้เรามองว่าสัญลักษณ์เหล่านี้คือเครื่องมือที่ทรงพลัง มันเหมือนมีดค่ะ จะใช้หั่นผักทำกับข้าว ทำร้ายคน หรือกรีดตัวเอง...ก็ขึ้นอยู่กับเจตนาของผู้ใช้เสมอ
จากผู้ขอสู่ผู้สร้าง
...บลูอยากชวนให้เราเปลี่ยนมุมมองกันสักนิดนะคะ
เราอาจจะเคยชินกับการมองว่าภาพมงคล หรือเทพเจ้า เป็นผู้ให้ที่อยู่นอกตัวเรา เรามีหน้าที่แค่สวดมนต์ อ้อนวอน และรอคอย...แต่ถ้าเรามองใหม่ล่ะ?
ถ้าภาพเหล่านั้นคือกระจกที่สะท้อนพลังศักดิ์สิทธิ์ซึ่งมีอยู่แล้วในตัวเราล่ะ? การตั้ง Wallpaper ไม่ใช่การขอพร แต่คือการประกาศเจตจำนงกับจักรวาลและกับตัวเองว่า “ฉันพร้อมแล้วที่จะเปิดใช้งานพลังงานด้านนี้ในชีวิตของฉัน”
เมื่อเราเปลี่ยนจากผู้ขอมาเป็นผู้ร่วมสร้างทุกอย่างจะเปลี่ยนไป การสังเกตสัญญาณทั้ง 5 ข้อที่บลูเล่ามา จะไม่ใช่การจับผิดว่ามันเวิร์คไหม? แต่จะกลายเป็นการสนทนาที่สนุกและลึกซึ้งกับจักรวาลภายในตัวเราเอง
คำถามที่แท้จริงอาจไม่ใช่ “ภาพนี้ทำงานกับเราจริงไหม?” แต่อาจจะเป็น...
“เราพร้อมที่จะรับฟังสิ่งที่ภาพนี้กำลังสะท้อนกลับมา...และลุกขึ้นมาลงมือทำแล้วยัง?”
ลองถามใจตัวเองดูนะคะ :)
แล้วถ้าใช้แล้ว...ยังไม่เห็นผลล่ะ?
บลูรู้ค่ะว่ามีหลายคนที่สวดแล้วไหว้แล้ว ขอแล้ว ตั้งวอลแล้ว...แต่ชีวิตยังนิ่งอยู่เลย ไม่ผิดหรอกค่ะที่เรารู้สึกแบบนั้น...แล้วถ้า...ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าพลังไม่มีจริง แต่อยู่ที่วงจรของเรามันยังไม่ครบลูป-ล่ะคะ?

จากแผนภาพ Cosmic Cycle Mind to Matter to Mind จะเห็นว่า วงจรนี้มันวิ่งจาก Mind → Matter → Mind มันคือการเดินทางที่ต่อเนื่อง
Mind (เจตนาของเรา) → Matter (เครื่องมือ/Wallpaper) → Mind (การรับและการลงมือทำของเรา)
การตั้ง Wallpaper (Matter) ก็เหมือนเรามีเครื่องรางที่ดีที่สุดในโลกอยู่ในมือ แต่ถ้า Mind ของเรายังเต็มไปด้วยความเชื่อว่า ‘ฉันทำไม่ได้’ ‘ฉันไม่ดีพอ’ ‘มันเป็นไปไม่ได้หรอก’...พลังงานที่ส่งออกมาจาก Wallpaper ก็จะถูกคลื่นความถี่ลบ ๆ ของเราหักล้างไปจนหมด
แล้วเราจะทำยังไงดี?
คำถามที่สำคัญกว่าอาจจะไม่ใช่ “ทำยังไงให้คำขอพรนั้นศักดิ์สิทธิ์?”
แต่อาจจะเป็น...”เราต้องเป็นคนแบบไหน...เพื่อจะคู่ควรกับพรนั้น?”
ถ้าเราขอให้เงินเข้าไม่ขาดสาย แต่เรายังรู้สึกขาดแคลนอยู่ข้างใน...คลื่นพลังงานมันขัดกัน
ถ้าเราขอพลังของเสน่ห์การเป็นที่รักอุปถัมภ์ แต่เรายังไม่รักตัวเองเลยสักนิด...พลังมันจะไปเกาะที่ไหน?
ถ้าเราขอให้ตัวเองดูมีอำนาจบารมีผู้คนนับถือ แต่ในใจยังเต็มไปด้วยความกลัว หวาดระแวง...วงจรมันก็ไม่สมบูรณ์
Wallpaper ไม่ใช่ยาวิเศษที่เสกทุกอย่างให้เราค่ะ แต่เป็นเหมือนเข็มทิศพลังงาน ที่ชี้ทางและเป็นพาวเวอรืแบงค์ที่คอยเติมพลังให้เราในวันที่ท้อ...แต่สุดท้ายแล้ว คนที่ต้องออกเดิน...ก็คือตัวเราเองนะคะ
งานของบลูคือการสร้างสรรค์สสาร (Matter) ที่ทรงพลังที่สุดให้เพื่อน ๆ แต่การจะทำให้วงจรนี้สมบูรณ์และเปลี่ยนชีวิตได้จริง ๆ พลังจาก Mind ของเพื่อน ๆ เองก็ต้องพร้อมที่จะรับและส่งต่อพลังนั้นด้วยการกระทำในชีวิตจริง
บลูไม่ได้เล่าเพราะอยากให้เชื่อ แต่อยากชวนให้เรามาเข้าใจกลไกของจักรวาลนี้ไปด้วยกันค่ะ โลกนี้ไม่ได้ใจร้ายกับเรา แต่โลกนี้ทำงานตามกฎของพลังงานเสมอ...เมื่อไหร่ที่เราเข้าใจและใช้กฎนี้เป็น เมื่อนั้นแหละค่ะที่ชีวิตจะเริ่มไหลลื่นไปในทิศทางที่เราต้องการจริง ๆ
ทั้งหมดมันคือผลลัพธ์ของกฎแห่งการสั่นพ้อง (Law of Resonance) ที่ว่า “As within, so without.” ดังที่กล่าวไว้ในหลักปรัชญา Hermeticism โลกภายนอกเป็นเพียงภาพสะท้อนของโลกภายในของเราเท่านั้นเอง
มันไม่ใช่การขายฝัน แต่คือการสร้างเครื่องมือให้เราตื่น
บลูขอย้ำตรงนี้เลยนะคะ...ว่าวอลเปเปอร์ไม่ใช่ยาวิเศษที่เสกทุกอย่างให้ได้ดั่งใจในคืนเดียว 555 ถ้าเป็นแบบนั้นก็ดีสิเนอะ
แต่มันคือกระจกที่สะท้อนตัวตนที่ทรงพลังที่สุดของเราออกมา มันคือสมอที่คอยดึงสติให้เรากลับมาเชื่อมต่อกับเป้าหมายทุกครั้งที่หยิบมือถือขึ้นมา และมันคือสนามพลังงาน (Grid) ที่เราสร้างขึ้นเองเพื่อประกาศเจตจำนงของเราออกไปสู่จักรวาล
มันคือการเปลี่ยนจากการเป็นแค่ผู้ขอ ที่รอคอยโชคชะตา มาเป็นการเป็นผู้สร้าง (Creator) ที่ออกแบบความเป็นจริงของตัวเองอย่างมีสติ
สุดท้ายแล้ว... พลังที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดไม่ได้อยู่ในภาพวาดหรือสัญลักษณ์ใดๆ หรอกค่ะ แต่มันอยู่ในตัวของเราทุกคนนี่แหละ ภาพที่บลูสร้างเป็นเพียงเครื่องมือที่จะช่วยปลุกพลังนั้นให้ตื่นขึ้นมาทำงานอย่างเต็มศักยภาพเท่านั้นเอง
แล้วเพื่อนๆ ล่ะคะ... วันนี้ประตูพลังงานทั้ง 4 ห้องในชีวิตของเรา เปิดเชื่อมถึงกันดีแล้วรึยัง?
ด้วยรักเสมอ
บลู
