The Spiral Of Creation

วันนี้บลูอยากมาแชร์ประสบการณ์ที่เหมือนโดนซัดด้วยสายดับเพลิงอันหนาๆ ใหญ่ๆ นั่นแหละค่ะ 5555 แต่เป็นสายน้ำที่ปลุกทั้งสมองและจิตวิญญาณให้ตื่นรู้เลย

เรื่องของเรื่องคือบลูได้มีโอกาสศึกษาคำบรรยายของ Michio Kushi ในหัวข้อ "The Spiral Of Creation" มันเป็นโมเมนต์ที่ทำให้ทุกอย่างที่เคยเรียนรู้มา ทั้งเรื่องจิตวิทยาพลังงาน (Energy Psychology), ควอนตัมฟิสิกส์, กฎ Hermetic, จิตวิทยาลุ่มลึก (Depth Psychology) และเรขาคณิตศักดิ์สิทธิ์ (Sacred Geometry) มันวิ่งเข้ามาเชื่อมกันเป็นภาพเดียวเลย

บลูเชื่อสุดใจว่าสิ่งที่อาจารย์ Kushi พูดถึง มันคือเสียงสะท้อนของสิ่งที่ Carl Jung เรียกว่า Unus Mundus หรือโลกที่เป็นหนึ่งเดียว ที่ซึ่งโลกภายในใจของเรากับจักรวาลภายนอกไม่ได้แยกจากกัน แต่เป็นเนื้อเดียวกันอย่างสมบูรณ์

บทความนี้ บลูเลยอยากจะชวนทุกคนมาค่อย ๆ แกะรอยความลับของจักรวาลที่ซ่อนอยู่ในกฎธรรมชาติ มาดูกันว่าความเชื่อเก่า ๆ ที่อาจจะขังเราไว้ มีอะไรบ้างที่เราจะปลดล็อกมันได้ และคำถามใหญ่ ๆ ของชีวิตที่เราเคยถามตัวเองในใจ...แท้จริงแล้วคำตอบอาจจะเรียบง่ายกว่าที่เราคิดก็ได้ค่ะ

ให้บลูอธิบายแบบนี้นะ...

Published On: 17 ก.ย. 2568

ภาพลวงตาที่ทรงพลังที่สุด เมื่อการคิดวิเคราะห์ทำให้เราหลงทาง

เคยรู้สึกไหมคะ ว่ายิ่งเราพยายามใช้เหตุผลเพื่อจะเข้าใจชีวิตให้มากขึ้นเท่าไหร่...มันกลับยิ่งรู้สึกเหมือนเรากำลังห่างจากแก่นของมันออกไปทุกที?

ความรู้สึกนี้แหละค่ะ คือกับดักที่ทรงพลังที่สุดในโลกยุคใหม่ และเป็นประเด็นแรกที่อาจารย์ Michio Kushi ชี้ให้เห็นจนบลูต้องร้องเอ้าเฮ้ยในใจเลย เขาบอกว่า “การคิดแบบสมัยใหม่นั้น พวกเขารู้มาถึงตรงนี้ แต่การเคลื่อนที่ของพลังงานภายใต้กฎใดนั้นมองไม่เห็น…”

โลกของเราตอนนี้เต็มไปด้วยผู้เชี่ยวชาญเราแบ่งทุกอย่างออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเพื่อวิเคราะห์มันให้ได้มากที่สุด เรามีหมอเฉพาะทางสำหรับตา สำหรับไต สำหรับผิวหนัง มีนักโภชนาการที่วิเคราะห์สารอาหารเป็นโมเลกุล จนเราสูญเสียมุมมองโดยรวมทั้งหมดไป

แล้วมันสร้างภาพลวงตาที่แปลกประหลาดขึ้นมายังไง?

อาจารย์ Kushi ยกตัวอย่างได้เห็นภาพมากค่ะ เขาบอกว่าลองจินตนาการว่าเรายิงธนูไปที่เป้า แล้วเราพยายาม วิเคราะห์การเดินทางของลูกธนูโดยการซอยเวลาและพื้นที่ให้เล็กลงไปเรื่อย ๆ จนเป็นอนันต์...ในทางทฤษฎีแล้ว ลูกธนูจะไม่มีวันไปถึงเป้าเลย เพราะมันต้องใช้เวลาอนันต์ในการเดินทางผ่านจุดเล็ก ๆ ที่ไม่มีที่สิ้นสุด สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าเมื่อเราวิเคราะห์และแบ่งแยก มันจะเกิดภาพลวงตาแปลกๆ ขึ้นและเราก็สูญเสียความเป็นจริงไป

บลูเห็นภาพนี้ซ้อนทับกับชีวิตเราในหลายมิติเลยค่ะ:

  • เรื่องอาหารการกิน: เราถูกสอนว่าคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (เช่น ข้าวกล้อง) กับน้ำตาลเชิงเดี่ยว (เช่น น้ำตาลทราย) สุดท้ายก็ถูกย่อยเป็นน้ำตาลเหมือนกันในร่างกาย ดังนั้นกินอะไรก็ไม่ต่างกัน...จริงเหรอคะ? แต่ประสบการณ์ตรงของเราทุกคนบอกว่ามันต่างกันลิบลับเลย อาจารย์ Kushi บอกว่ามุมมองแบบวิเคราะห์นี้มันละเลยกระบวนการย่อยทั้งหมด และพลังชีวิตที่ซ่อนอยู่ในอาหารที่สมบูรณ์

  • เรื่องการแพทย์: เขาเล่าถึงเคสคนไข้ที่เป็นทั้งต้อหิน นิ่วในไต และมะเร็งรังไข่พร้อมกัน ผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้านก็รักษาไปตามส่วนของตัวเอง แต่ไม่มีใครเชื่อมโยงได้เลยว่าอาการป่วยที่ดูเหมือนจะมาจากคนละที่ แท้จริงแล้วอาจมีสาเหตุเดียวกัน จากอาหารการกินที่ขาดสมดุล เพราะพวกเขามองร่างกายเป็นชิ้นส่วน แทนที่จะมองว่าร่างกายทั้งหมดเป็นหนึ่งเดียว

  • เรื่องจิตวิญญาณ: เรื่องนี้พีคสุดค่ะ อาจารย์ Kushi เล่าว่าเคยเตือนคุรุท่านหนึ่งที่มีลูกศิษย์หลายล้านคนให้เลิกทานน้ำตาลเพื่อสุขภาพ แต่คุรุตอบกลับมาว่า “ผมไม่สนใจร่างกาย ผมดูแลจิตวิญญาณ”...บลูแทบกรี๊ดเลยค่ะ อาจารย์ Kushi สวนกลับไปว่า “คุณไม่รู้เลย...คุณไม่รู้ว่าร่างกายและจิตวิญญาณเป็นหลักการเดียวกัน เป็น Logos เดียวกัน” นี่คือการหักล้างความเชื่อแบบทวิลักษณ์ (Duality) ที่ฝังหัวเรามานานว่ากายกับจิตเป็นคนละเรื่องกัน ซึ่งสุดท้ายคุรุท่านนั้นก็เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ

เห็นไหมคะว่าการวิเคราะห์ที่มากเกินไป มันได้พรากเราออกจากความสมบูรณ์ (Wholeness) ซึ่งเป็นหัวใจของทุกสรรพสิ่ง มันทำให้เราวิ่งไล่ตามการกินวิตามินสกัด แทนที่จะกินอาหารทั้งผล มันทำให้เราวิ่งหาหมอทีละแผนก แทนที่จะมองหารากของปัญหาในชีวิตเราเอง

นี่คือเหตุผลที่ทั้ง Jungian Psychology หรือ Perennial Philosophy จะเน้นย้ำเสมอถึง Interconnectedness & Unity การกลับมามองเห็นองค์รวม เพราะเมื่อเราเริ่มมองเห็นภาพรวมทั้งหมด เราจะเข้าใจว่าทุกอย่างมันเชื่อมกันจริง ๆ


คำถามที่เราต่างเคยถามตัวเองในใจ (และคำตอบที่ซ่อนอยู่ในระเบียบจักรวาล)

พอเราเริ่มทลายกำแพงของการแบ่งแยกได้แล้ว เราจะเริ่มได้ยินเสียงคำถามที่ลึกซึ้งกว่านั้นดังขึ้นในใจ ซึ่งเป็นคำถามที่มนุษย์ถามตัวเองมาทุกยุคทุกสมัย และอาจารย์ Michio Kushi ก็ได้ให้คำตอบที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังมาก ๆ ค่ะ

  • ความคิดคืออะไร?

    ความคิดคือการตีความของการสำแดงของมนุษย์ที่มาจากแหล่งกำเนิดซึ่งก็คือพลังอนันต์ที่อยู่ทั่วทุกหนแห่ง หรือที่บลูเรียกว่าสนามพลังแห่งข้อมูล (The Field) นั่นเองค่ะ มันคือ active consciousness

  • แล้วความเจ็บป่วยล่ะ คืออะไร?

    คำตอบนี้เปลี่ยนมุมมองของบลูไปตลอดกาลเลยค่ะ... ความเจ็บป่วยคือหนทางของการปรับสมดุล มันไม่ใช่การลงโทษ ไม่ใช่ความผิดปกติ แต่เป็นสัญญาณเตือนจากจักรวาลที่ส่งมาเพื่อปรับจูนความไม่รู้ ความหยิ่งยโส ความเห็นแก่ตัวของเรา กับระเบียบอันน่าอัศจรรย์ที่ไม่หยุดนิ่งของจักรวาล มันคือโอกาสในการเยียวยา (Healing) ที่เราต้องรับฟัง

  • ความรักคืออะไร?

    การยอมรับระเบียบของจักรวาล...ระเบียบนั้นเองคือความรัก มันคือแรงดึงดูดที่สร้างสมดุล เหมือนที่หยินดึงดูดหยาง เหมือนท้องของเรารักอาหารดี ๆ มันไม่ใช่แค่อารมณ์ฟุ้ง ๆ แต่เป็นกฎพื้นฐานของจักรวาลเลย

  • ความจริงคืออะไร?

    ความจริงคือระเบียบของจักรวาล สิ่งที่วิทยาศาสตร์เรียกว่าความจริงในวันนี้ อาจเป็นแค่ปรากฏการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้ในวันหน้า แต่ระเบียบที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์เหล่านั้นต่างหากที่เป็นของจริงและไม่เคยเปลี่ยน

  • อิสรภาพที่แท้จริงคืออะไร?

    เรามักคิดว่าอิสรภาพคือการทำอะไรก็ได้ตามใจใช่ไหมคะ? แต่ Kushi บอกว่าอิสรภาพคืออีกชื่อหนึ่งของระเบียบของจักรวาล อิสรภาพที่แท้จริงคือการใช้ชีวิตอย่างกลมกลืนและปฏิบัติตามกฎธรรมชาตินั้นต่างหาก เพราะเมื่อเราฝืนกฎ เราก็จะทำลายตัวเอง

  • แล้วสันติภาพล่ะ?

    สันติภาพที่แท้จริงจะไม่มีวันเกิดขึ้นได้ เว้นแต่จะรู้จักความสมบูรณ์ (wholeness) และใช้ชีวิตอยู่กับความสมบูรณ์นั้น มันไม่ใช่แค่การไม่มีสงคราม แต่มันคือการใช้ชีวิตด้วยมุมมองที่เป็นหนึ่งเดียว คือการกิน การคิด การกระทำที่สำแดงถึงความเป็นทั้งหมด

สังเกตอะไรไหมคะ? ไม่ว่าจะเป็น ความรัก, ความจริง, สุขภาพ, อิสรภาพ, หรือสันติภาพ... อาจารย์ Kushi สรุปว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงชื่อที่แตกต่างกันของสิ่งเดียวกัน นั่นคือระเบียบอันเป็นนิรันดร์ของจักรวาล ซึ่งก็คือแก่นของปรัชญานิรันดร (Perennial Philosophy) ที่บอกว่าทุกเส้นทางจิตวิญญาณ สุดท้ายก็นำไปสู่ยอดเขาเดียวกันนั่นเองค่ะ


เกลียวแห่งการสร้างสรรค์ เมื่อเราคือจักรวาลที่กำลังฝันถึงตัวเอง

แล้วระเบียบที่ว่านี้มันทำงานยังไง?

จุดเริ่มต้นของทุกสิ่งตามที่อาจารย์ Kushi อธิบาย คือการตระหนักว่า “เรามาจากความเป็นหนึ่งเดียวอันไร้ขีดจำกัด” (infinite oneness) ซึ่งก็คือสภาวะ Unus Mundus ของ Jung นั่นเองค่ะ จากนั้นความเป็นหนึ่งเดียวนี้ก็เริ่มเคลื่อนที่ เกิดเป็นสองขั้วตรงข้าม (Duality) ที่ดึงดูดกัน...หรือที่เรารู้จักกันในนาม หยินและหยาง

การเต้นรำของสองขั้วนี้ก่อให้เกิด การสั่นสะเทือน (Vibration & Frequency) และการแผ่รังสี ซึ่งในมุมมองของ Quantum Physics มันคือ สนามพลังงาน (Energy & Fields) ที่มองไม่เห็นแต่มีอยู่จริง นักฟิสิกส์อย่าง Werner Heisenberg เคยกล่าวไว้ว่า "สิ่งที่เราสังเกตเห็นไม่ใช่ธรรมชาติในตัวมันเอง แต่เป็นธรรมชาติที่เปิดเผยออกมาผ่านวิธีการตั้งคำถามของเรา" ซึ่งหมายความว่าความเป็นจริงไม่ใช่สิ่งของ แต่คือความเป็นไปได้ที่รอการสำแดง

พลังงานเหล่านี้เริ่มรวมตัวกันเป็นเกลียว (spiral) ซึ่งเป็นรูปทรงพื้นฐานของ Sacred Geometry ที่เราเห็นได้ตั้งแต่ในเปลือกหอยไปจนถึงกาแล็กซี แล้วอัดแน่นจนกลายเป็นพลังงานมวลสาร ก่อกำเนิดเป็นอะตอม ธาตุต่าง ๆ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นโลก พืช สัตว์ และท้ายที่สุด...ก็คือร่างกายของเรา

ทุกสิ่งที่เราเห็น คือการสำแดงตัวของแหล่งกำเนิดเดียวกัน

แต่มันยังไม่จบแค่นั้นค่ะ...เพราะทุกสิ่งที่ปรากฏขึ้นมา ล้วนมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และทุกสิ่งมีจุดเริ่มต้นและมีจุดจบชีวิตของเรา โลกของเรา หรือแม้แต่กาแล็กซี ก็ล้วนหายไปในสักวันหนึ่งและสิ่งใหม่ๆ ก็จะเกิดขึ้นมาอีกครั้ง นี่คือกระบวนการ Transformation และ Alchemy ที่ไม่มีที่สิ้นสุด

มาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะรู้สึกใจหาย...แล้วถ้าทุกอย่างที่เราสร้างมามันต้องหายไปหมด แล้วอะไรคือจุดมุ่งหมายของชีวิต?

เคยถามตัวเองแบบนี้ไหมคะ ว่าถ้าสุดท้ายทุกอย่างก็สลายไป แล้วเราจะพยายามไปเพื่ออะไร?

คำตอบของอาจารย์ Kushi ทำให้บลูน้ำตาซึมเลยค่ะ เขาบอกว่า...

การสำแดงของคุณ...การกระทำของคุณ...คือความฝันของคุณ

เราไม่ได้อยู่ที่นี่เพื่อสร้างบางอย่างที่จะคงอยู่ตลอดไป แต่เราอยู่ที่นี่เพื่อเป็นการสำแดงของความเป็นนิรันดร์ ในรูปแบบที่ชั่วคราวแต่เปี่ยมด้วยความหมาย ชีวิตที่เรากำลังใช้อยู่ตอนนี้ คือ ความฝัน (Dream) ที่ตัวตนอันไร้ขีดจำกัดของเรากำลังฝันถึงตัวเองอยู่

ชีวิตของคุณเป็นนิรันดร์ Kushi ยืนยัน “การสำแดงของมนุษย์นั้นเป็นสิ่งชั่วคราว...แต่ตัวตนที่แท้จริงของคุณนั้นมีอยู่ทุกที่ คุณคือทั้งหมด”


บทสรุป กลับบ้านสู่ความเป็นหนึ่งเดียว

การเดินทางผ่านคำสอนของ Michio Kushi ทำให้บลูได้เห็นว่า เราไม่ใช่แค่ผู้สังเกตการณ์ที่มองจักรวาลจากภายนอก แต่เราคือส่วนหนึ่งของโครงสร้างที่ยิ่งใหญ่นี้ เราคือล้อเล็กๆ ที่เชื่อมโยงอยู่กับล้อที่ใหญ่กว่า ในลำดับชั้นที่ไม่มีที่สิ้นสุด

บลูขอชวนเพื่อน ๆ ทุกคนให้ลองมองโลกและชีวิตของตัวเองผ่านเลนส์แห่งความสมบูรณ์ นี้ดูสักครั้งนะคะ ลองมองข้ามการแบ่งแยก แล้วจะเห็นว่าทุกปัญหา ทุกความสุข ทุกความสัมพันธ์ มันเชื่อมโยงถึงกันหมด

เมื่อเราเข้าใจว่าจุดมุ่งหมายเล็กๆ ฝังอยู่ในจุดมุ่งหมายที่ใหญ่กว่า เราจะพบความหมายและพลังในการใช้ชีวิตอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นี่คือการเดินทางสู่การรู้จักตัวเอง (Self-Knowledge) ที่แท้จริง

ขอให้เราทุกคนได้ใช้ชีวิตด้วยมุมมองที่เป็นหนึ่งเดียว (one view) และโอบรับความเป็นทั้งหมด (wholeness) เพื่อที่เราจะได้เป็นความฝันที่สวยงามและทรงพลังที่สุดของจักรวาลกันนะคะ

ด้วยรัก

บลู.

Create a free website with Framer, the website builder loved by startups, designers and agencies.