ทำไมบางคนถึงดูโชคดีกว่าคนอื่น?
เคยรู้สึกแบบนี้ไหมคะ…เวลาเห็นคนอื่นชีวิตดี๊ดี ทำอะไรก็สำเร็จไปหมด จนเราเผลออุทานในใจว่า
“โว้ยย ทำไมคนอื่นเขาแม่งโชคดีกันจังวะ?”
หรือบางทีชีวิตเราก็เหมือนมีอะไรมาดลใจให้เจอเรื่องดี ๆ แบบไม่ทันตั้งตัว จนต้องถามว่า
“เอ๊ะ…นั่นมันฟลุกหรือเปล่า?”
คำว่าโชค สำหรับหลายคนมันคือเรื่องของดวงล้วน ๆ เป็นความบังเอิญที่ควบคุมไม่ได้ แต่สำหรับบลู ในฐานะคนที่ทำงานกับพลังงานและจิตวิญญาณ บลูมองว่าโชคไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลยค่ะ แต่มันคือผลลัพธ์ของการสื่อสารกันระหว่างจิตของเรา กับสนามพลังงานรอบตัวต่างหาก
มาค่ะ มาดูกันว่าทำไมบางคนถึงดูเหมือนมีแต้มบุญเยอะกว่าคนอื่น แล้วถ้าเราอยากจะเป็นคนโชคดีกับเขาบ้าง…เราต้องจูนตัวเองยังไง?
Published On: Jul 27, 2025
ทำไมบางคนถึงดูโชคดีกว่าคนอื่น? ✨
ก่อนอื่นเลย บลูอยากให้เราลองเปลี่ยนมุมมองกันนิดนึงค่ะ ลองนึกภาพตามนะคะว่าโชคไม่ใช่สิ่งที่ลอยมาจากฟ้าแล้วตกใส่หัวใครก็ได้ แต่มันคือสิ่งที่ก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาจากข้างในเราเองต่างหาก
เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ความเชื่อสายมูนะคะ แต่มีหลักการที่พูดตรงกันในหลายศาสตร์เลยค่ะ อย่างหลักปรัชญาเฮอร์เมติก (Hermetic Principle) ที่เก่าแก่มาก ๆ เขาบอกไว้ว่า “THE ALL is MIND; The Universe is Mental.” แปลง่าย ๆ คือ ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลนี้มีต้นกำเนิดมาจากจิตและจักรวาลก็คือความคิดขนาดมหึมา เมื่อเราเข้าใจแบบนี้ปุ๊บ…เกมก็เปลี่ยนเลยค่ะ เพราะมันแปลว่าจิตของเรานี่แหละ คือสุดยอดเครื่องมือสร้างสรรค์ความเป็นจริง
มันทำงานยังไง? ให้บลูอธิบายเป็นข้อ ๆ นะคะ
จิ๊กซอว์ชิ้นที่ 1: ทุกอย่างคือพลังงานที่มีความถี่เฉพาะตัว
เพื่อน ๆ รู้ไหมคะว่าตัวเรา โต๊ะที่เรานั่ง หรือแม้แต่อากาศที่เราหายใจเข้าไป ทั้งหมดนี้ถ้าซูมเข้าไปดูในระดับเล็กจิ๋วสุด ๆ มันก็คือพลังงานที่สั่นสะเทือนอยู่ตลอดเวลา ดีแพค โชปรา (Deepak Chopra) ผู้เขียน The Seven Spiritual Laws of Success บอกไว้ชัดเลยค่ะว่าความแตกต่างระหว่างเรากับต้นไม้ ไม่ใช่แค่เรื่องรูปร่างหน้าตา แต่คือ information and energy ที่เราบรรจุไว้ต่างหาก
มันเหมือนกับสถานีวิทยุเลยค่ะ ถ้าเราจูนคลื่นตัวเองไปที่ความถี่ของความขาดแคลนหรือความกังวลเราก็จะรับได้แต่เพลงเศร้า ๆ เรื่องราวแย่ ๆ แต่ถ้าเราจูนคลื่นไปที่ความรู้สึกดีหรือความรู้สึกขอบคุณเราก็จะเริ่มรับสัญญาณจากสถานีแห่งความโชคดีได้ง่ายขึ้น
จิ๊กซอว์ชิ้นที่ 2: เจตนา + อารมณ์ = แม่เหล็กดึงดูด
ทีนี้พอเรารู้แล้วว่าเราเป็นเสาสัญญาณพลังงาน คำถามต่อมาคือ…แล้วจะส่งสัญญาณที่ต้องการออกไปได้ยังไง?
ดร. โจ ดิสเพนซา (Joe Dispenza) จากหนังสือ Becoming Supernatural ให้สูตรง่าย ๆ แต่ทรงพลังมากค่ะ นั่นคือ “combine a clear intention with an elevated emotion”
เจตนาที่ชัดเจน (Clear Intention) ก็คือการที่เราบอกกับจักรวาลไปเลยว่าเราต้องการอะไร เหมือนการปักหมุด GPS ว่าจะไปที่ไหน
ยกระดับอารมณ์ (Elevated Emotion) คือการที่เราต้อง รู้สึก ไปก่อนเลยว่าถ้าได้สิ่งนั้นมาแล้วจะฟินขนาดไหน เช่น ความรัก ความสุข ความขอบคุณ ความรู้สึกอิสระ
เมื่อสองอย่างนี้รวมกัน มันจะสร้าง electromagnetic signature ที่เป็นเอกลักษณ์ของเราส่งออกไปในสนามพลังงานควอนตัม ซึ่งเป็นแหล่งรวมของความเป็นไปได้ทุกอย่าง ดร.โจย้ำเสมอว่า “ร่างกายของคุณมักจะตามความคิดของคุณเสมอ (Your body always follows your mind)” ถ้าเรายังจมอยู่กับอารมณ์เก่า ๆ จากอดีต ร่างกายและพลังงานของเราก็จะยังสร้างอนาคตที่หน้าตาเหมือนเดิมเป๊ะ ๆ ค่ะ
จิ๊กซอว์ชิ้นที่ 3: เรื่องเล่า ในจิตไร้สำนึก กำหนดชีววิทยาของเรา
บางคนอาจจะบอกว่า “ก็พยายามคิดบวกแล้วนะ แต่ทำไมชีวิตไม่ไปไหน?” บลูเข้าใจเลยค่ะ เพราะบางทีปัญหามันอยู่ลึกกว่านั้น…มันอยู่ในจิตไร้สำนึกรวมหมู่ (Collective Unconscious) ที่ คาร์ล จุง (Carl Jung) พูดถึง ซึ่งเป็นเหมือนห้องสมุดเก็บต้นแบบพลังงาน (Archetypes) ของมวลมนุษยชาติ
และที่พีคไปกว่านั้นคือ ดร. บรูซ ลิปตัน (Bruce Lipton) นักชีววิทยาเซลล์ จากหนังสือ The Biology of Belief ค้นพบความจริงที่ว่า “ชีวประวัติของคุณกลายเป็นชีววิทยาของคุณ (Your Biography Becomes Biology)” หมายความว่าเรื่องราว ความเชื่อ และบาดแผลทางอารมณ์ที่เราเจอมา มันไม่ได้ลอยอยู่ในอากาศนะคะเพื่อน ๆ แต่มันถูกบันทึกลงไปในเซลล์และอาจส่งผลต่อการทำงานของยีนในร่างกายเราได้เลย
นี่คือเหตุผลว่าทำไมบางคนถึงรู้สึกเหมือนมีกำแพงที่มองไม่เห็นกั้นความสำเร็จไว้ เพราะจิตไร้สำนึกของเขากำลังฉายหนังเรื่องเดิมซ้ำ ๆ อยู่นั่นเอง
จิ๊กซอว์ชิ้นที่ 4: ปรากฏการณ์ซิงโครนิซิตี้ (Synchronicity) คือหลักฐาน
และจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่มายืนยันเรื่องทั้งหมดนี้ก็คือซิงโครนิซิตี้หรือที่เรียกง่าย ๆ ว่าความบังเอิญที่มีความหมาย
เคยไหมคะ…ที่คิดถึงเพื่อนเก่าปุ๊บ อีกแป๊บเดียวเพื่อนก็โทรมาพอดี หรือกำลังหาทางออกเรื่องงานอยู่ดี ๆ ก็ดันไปเจอหนังสือหรือบทความที่ให้คำตอบแบบเป๊ะ ๆ นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญค่ะ คาร์ล จุง เรียกสิ่งนี้ว่า “หลักการเชื่อมโยงที่ไร้เหตุผล (acausal connecting principle)” มันคือตอนที่ความพร้อมข้างในจิตใจของเรา มันดันไปคลิกตรงกับเหตุการณ์ภายนอกพอดีเป๊ะ เหมือนจักรวาลกำลังกระพริบตาให้ 1 กรุบแล้วบอกว่า “แก มาถูกทางแล้ววว”
จุงเชื่อว่า “จิตและสสารบรรจุอยู่ในโลกเดียวกันและติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง” ซึ่งหมายความว่าโลกภายในกับโลกภายนอกของเรามันเชื่อมกันอยู่ตลอดเวลา คนที่ดูโชคดีก็คือคนที่จูนโลกภายในของตัวเองจนมันสั่นพ้อง (resonate) กับเหตุการณ์ดี ๆ ในโลกภายนอกได้บ่อยกว่านั่นเองค่ะ
บลู..แล้วถ้าเราอยากโชคดีบ้าง ต้องทำยังไง? 🕊️🤍
พอเห็นภาพรวมแล้วใช่ไหมคะว่าเส้นทางสู่การเป็นคนโชคดี มันไม่ใช่การวิ่งไล่ตามอะไรข้างนอกเลย แต่คือการหันกลับมาทำงานกับพลังงานข้างในตัวเรานี่แหละค่ะ เหมือนเป็นสถาปนิกที่ออกแบบพิมพ์เขียวชีวิตของตัวเอง บลูมีแนวทางง่าย ๆ 5 ข้อมาฝากค่ะ
1. กลับมาคุยกับศูนย์บัญชาการข้างใน (Self-Knowledge)
ก่อนจะไปไหนต่อ เราต้องกลับมาที่จุดเริ่มต้นก่อนค่ะ คือการทำความรู้จักตัวเองจริง ๆ ไม่ใช่ตัวตนที่เราแสดงให้คนอื่นเห็น แต่เป็นตัวตนที่แท้จริงที่อยู่ลึกเข้าไปข้างใน บรูซ ลิปตัน บอกว่า “คุณไม่ได้มีต้นกำเนิดจากอนุภาควัตถุ... คุณเป็นส่วนหนึ่งของจิตสากลแห่งการสร้างสรรค์” การกลับไปเชื่อมต่อกับศูนย์กลางพลังงานนี้ ที่จุงเรียกว่า Self จะทำให้เรามีพลังในการกำหนดทิศทางชีวิตตัวเองค่ะ
2. อัปเกรดสถานะอารมณ์ของเรา (Elevate Emotions)
นี่คือหัวใจสำคัญเลยค่ะ ดร. โจ ดิสเพนซา ย้ำว่า “ถ้าคุณจะสร้างสิ่งที่ไม่จำกัด คุณต้องรู้สึกไม่จำกัด” เลิกเสพติดอารมณ์ลบ ๆ อย่างความโกรธ ความกลัว ความน้อยใจ เพราะมันเหมือนไวรัสที่คอยตัดสัญญาณการเชื่อมต่อของเรากับสนามพลังงานดี ๆ
ลองฝึกง่าย ๆ เลยค่ะ ทุกเช้าตื่นมา ลองหา 3 อย่างที่เรา ‘ขอบคุณ’ จากใจจริง ๆ ดูค่ะ ไม่ต้องเป็นเรื่องใหญ่โตก็ได้ ขอบคุณที่มีเตียงนุ่ม ๆ ให้นอน ขอบคุณกาแฟหอม ๆ ที่ได้ดื่ม... ความรู้สึกขอบคุณนี่แหละคือสุดยอดคลื่นพลังงานที่จะดึงดูดสิ่งดี ๆ เข้ามา เอสเธอร์และเจอร์รี ฮิกส์ (Esther & Jerry Hicks) จากหนังสือ The Vortex บอกว่า “ความเชื่อเป็นเพียงความคิดที่เราคิดซ้ำๆ” ถ้าอย่างนั้น เราก็มาเลือกคิดซ้ำ ๆ แต่เรื่องดี ๆ กันดีกว่าเนอะ ชีวิตมันสั้น อย่าเสียเวลาไปกับอารมณ์ไร้สาระที่คอยบั่นทอนจิตใจตัวเองเลย
3. ปักหมุด GPS ให้ชัด + ฉายหนังตัวอย่างในหัว (Clear Intention & Visualization)
เมื่ออารมณ์เราพร้อมแล้ว ก็ถึงเวลาสั่งงานจักรวาลค่ะ บอกไปเลยชัด ๆ ว่าเราต้องการอะไร แล้วใช้จินตนาการของเราสร้างเป็นภาพในหัวให้ชัดเจนที่สุด เหมือนกำลังดูหนังตัวอย่างชีวิตใหม่ของตัวเอง ให้รู้สึกถึงมัน ให้ได้กลิ่น ได้ยินเสียงหัวเราะของตัวเองในตอนนั้นเลย ดร. แม็กซ์เวลล์ มอลต์ซ (Maxwell Maltz) จาก Psycho-Cybernetics แนะนำให้เริ่มจากเป้าหมายเล็ก ๆ ที่ทำให้ใจฟูก่อน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ตัวเอง เช่น ถ้าอาทิตย์หน้าเราจะมีแข่งซิมติง ให้จินตนาการถึงภาพความสำเร็จนั้นได้เลยค่ะ จินตนาการว่าจังหวะรับเหรียญทองเป็นยังไง จังหวะคนปรบมือให้เราเป็นยังไง จังหวะได้รับเงินรางวัลจำนวน xxx บาทความรู้สึกคือยังไง
4. อ่านภาษาภาพและสัญลักษณ์รอบตัวให้ออก (Embrace Symbols)
เพื่อน ๆ รู้ไหมคะว่าจิตไร้สำนึกของเราไม่ได้สื่อสารด้วยภาษาพูด แต่สื่อสารด้วย ‘ภาพและสัญลักษณ์’ นี่คือเหตุผลที่บลูทำงานกับรูปภาพ วอลเปเปอร์ หรือไพ่ทาโรต์ เพราะสิ่งเหล่านี้คือโค้ดพลังงานที่ช่วยสื่อสารกับจิตใต้สำนึกของเราโดยตรง คาร์ล จุง ค้นพบว่าเวลาที่เรารู้สึกสับสน เคว้งคว้าง จิตของเรามักจะสร้างสัญลักษณ์แห่งความสมบูรณ์ ขึ้นมาเอง เช่น รูปวงกลม หรือ Mandala เพื่อช่วยปรับสมดุลให้เรากลับมาตั้งหลักได้อีกครั้ง การใช้ภาพหรือสัญลักษณ์ที่มีพลังงานดี ๆ จึงเหมือนการติดตั้งโปรแกรมปรับสมดุลไว้กับตัวเราตลอดเวลาค่ะ
5. ปล่อยวางแล้วไว้วางใจในกระบวนการ (Surrender & Trust)
ข้อสุดท้ายอาจจะฟังดูขัด ๆ นิดหน่อยนะคะ 555 แต่หลังจากที่เราทำทั้ง 4 ข้อมาแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อคือการ ปล่อยค่ะ ปล่อยให้จักรวาลเขาทำงานของเขาไป การยอมจำนนในที่นี้ไม่ใช่การยอมแพ้นะคะ แต่คือการไว้วางใจเหมือนเราสั่งอาหารร้านโปรด เราก็แค่สั่งแล้วนั่งรอสวย ๆ ไม่ต้องเดินเข้าไปในครัวไปคุมเชฟทุกฝีก้าวใช่ไหมล่ะคะ? การสร้างโชคก็เหมือนกันค่ะ ตั้งเจตนาให้ชัด แล้วปล่อยให้พลังงานที่ยิ่งใหญ่กว่าจัดการส่วนที่เหลือให้เรา รา อูรู ฮู (Ra Uru Hu) บอกไว้ว่า “จงยอมจำนนต่อชีวิต ไว้วางใจในตัวเองโดยไม่ต้องให้เหตุผล”
สุดท้ายนี้…บลูอยากจะบอกว่าโชคไม่ได้สงวนไว้สำหรับใครคนใดคนหนึ่งหรอกค่ะ มันคือสิทธิ์ในการเป็นผู้สร้างร่วม (co-creator) ที่เราทุกคนมีอยู่แล้วในตัว แค่เราอาจจะลืมไป
การเดินทางนี้คือการกลับมาจูนคลื่นความคิด อารมณ์ และเจตนาของเราให้ตรงกับคลื่นของจักรวาล เมื่อไหร่ที่เราทำได้…เราจะไม่ใช่แค่คนที่วิ่งตามหาโชคอีกต่อไป แต่เราจะกลายเป็นโชคนั้นเอง 🕊️
เพราะแท้จริงแล้ว เราทุกคนคือชิ้นส่วนของพลังงานสร้างสรรค์ที่ไร้ขีดจำกัดของจักรวาลนี้อยู่แล้วค่ะ 🤍✨
