ใช้เทพองค์เดิมที่คุ้นเคย มาทำ Wallpaper เลยได้ไหม?

“ถ้าเราทำงานกับเทพหรือเดม่อนองค์หนึ่งอยู่แล้ว รู้สึกว่าท่านช่วยเราตลอดจนเหมือนเป็นเทพประจำตัว แบบนี้เอามาทำ Wallpaper เสริมพลังได้เลยไหมคะ?”

เวลาที่เรามีใครสักคน (หรือพลังงานสักอย่าง) ที่รู้สึกคลิกด้วยเป็นพิเศษ มันเหมือนเจอเพื่อนสนิทที่ไว้ใจได้ เราจะเรียกหาท่านในทุก ๆ เรื่อง ตั้งแต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปจนถึงเป้าหมายใหญ่ในชีวิต

หลายคนอาจจะคิดว่า “ก็ดีแล้วนี่นา? ในเมื่อเชื่อมต่อกันติดแล้ว ก็ใช้พลังงานนั้นต่อไปเลยสิ”

คำตอบเบื้องต้นคือ “ใช่ค่ะ…แต่มีรายละเอียดที่ซับซ้อนกว่านั้นเยอะเลย”

มันไม่ใช่แค่การเอาภาพเทพที่เรานับถือมาตั้งแล้วพลังจะพุ่งพรวดพราดเสมอไปค่ะทุกคน บลูอยากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพแบบนี้… ลองนึกถึงเวลาที่เรากินยาแก้ปวดตัวเดิมซ้ำ ๆ ทุกครั้งที่ปวดหัวดูสิคะ แรก ๆ มันอาจจะช่วยได้ดี แต่ถ้าเรากินไปเรื่อย ๆ โดยไม่เคยหาสาเหตุเลยว่า “ทำไมเราถึงปวดหัวบ่อยจัง?” สุดท้ายยาแก้ปวดนั้นอาจจะแค่กดอาการไว้ แต่ไม่ได้รักษาที่ต้นตอ แถมอาจจะทำให้เราดื้อยาในระยะยาวด้วย

การทำงานกับพลังงานของเทพองค์เดียวซ้ำ ๆ ก็มีมิติที่คล้ายกันค่ะ วันนี้บลูเลยอยากจะชวนทุกคนดำน้ำลงไปดูโลกใต้ภูเขาน้ำแข็งของเรื่องนี้ด้วยกัน ว่าทำไมการใช้พลังงานที่คุ้นเคย ถึงเป็นได้ทั้งดาบสองคม 🔪✨

Published On: Jul 28, 2025

กับดักของความคุ้นเคย: เมื่อเทพประจำตัวอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

ก่อนอื่นต้องบอกว่า การที่เรารู้สึกเชื่อมโยงกับเทพองค์ไหนเป็นพิเศษ มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญนะคะ ในทางจิตวิทยาเชิงลึก (Depth Psychology) มันคือการที่ Archetype หรือต้นแบบพลังงานบางอย่างในตัวเรา ถูกปลุกขึ้นมาและสะท้อนผ่านภาพของเทพองค์นั้น

แต่…ให้เราลองฉุกคิดสักนิดค่ะ ว่าความสัมพันธ์ที่เรามีกับท่านนั้น เป็นแบบไหน?

1. เรากำลังทำงานร่วมกันหรือกำลังพึ่งพิงท่านอยู่?

เจมส์ ฮิลล์แมน (James Hillman) นักจิตวิทยาผู้ก่อตั้งศาสตร์ Archetypal Psychology เคยกล่าวไว้ในหนังสือ “Re-Visioning Psychology” ว่า มนุษย์เรามักจะติดอยู่กับเทพองค์ใดองค์หนึ่ง เพราะเทพองค์นั้นมอบตัวตนทางจิตที่ทำให้เรารู้สึกปลอดภัย

ฟังแล้วจี๊ดเลยใช่ไหมคะ 555

ลองจินตนาการตามนะคะ… คนที่รู้สึกว่าชีวิตขาดความสำเร็จ พอได้ทำงานกับเทพแห่งชัยชนะ (เช่น พระศิวะ, เทพีอาธีน่า) แล้วชีวิตดีขึ้น เขาจะรู้สึกมีพลัง มีคุณค่า แต่ในทางกลับกัน เขาอาจจะกำลังสร้างเงา (Shadow) ของความกลัวความล้มเหลวให้ใหญ่ขึ้นโดยไม่รู้ตัว และไม่กล้าที่จะเปิดประตูให้เทพแห่งการสูญเสีย หรือเทพแห่งการปล่อยวางเข้ามาทำงานกับชีวิตในมิติอื่น ๆ เลย

นี่คือสิ่งที่บลูเรียกว่า “การติดกับดักพลังงานที่คุ้นเคย” (Psychological Co-dependence) ค่ะ เราพึ่งพิงพลังงานนั้นจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Ego ไปแล้ว

2. เทพที่ปรากฏในใจ อาจไม่ใช่เทพที่เราต้องรวมร่างด้วยเสมอไป

มันมีประโยคหนึ่งของ คาร์ล ยุง (Carl Jung) ที่บลูชอบมาก ๆ ท่านเคยบอกไว้ว่า:

"The figure that appears in the psyche is not necessarily the one we need, but the one we’re ready to face." — Carl Jung, The Archetypes and the Collective Unconscious

แปลเป็นภาษาบ้าน ๆ ก็คือ “พลังงานที่ปรากฏในใจเราตอนนี้ อาจไม่ใช่พลังงานที่เราต้องรีบดึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของตัวตน แต่เป็นพลังงานที่เราพร้อมจะเผชิญหน้ากับมันต่างหาก”

ให้บลูขยายความนะคะ… เช่น บางคนทำงานกับพลังของลูซิเฟอร์ (Lucifer) แล้วรู้สึกมีพลัง กล้าหาญ ทรงอำนาจ (empowered) แต่จริง ๆ แล้วเงาที่ลึกที่สุดของเขาอาจจะเป็นความอ่อนแอในการศรัทธาหรือการยอมรับในแสงสว่างก็ได้ ซึ่งการจะเติบโตในมิตินี้ เขาอาจจะต้องทำงานกับพลังงานที่อยู่ตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง เช่น เทวทูตมิคาเอล (Archangel Michael)

เห็นไหมคะว่าพลังงานที่ปรากฏ มันทำหน้าที่เป็นเหมือนคู่สนทนาเพื่อให้เราเรียนรู้ ไม่ใช่เป็นคำตอบสำเร็จรูปเสมอไป


“แต่ท่านช่วยให้สำเร็จตั้ง 8/10 เรื่องเลยนะ!”: การตีความคำว่า “ได้ผล” ที่ต้องระวัง

มาถึงจุดที่พีคที่สุดค่ะ มีคนบอกว่า “แต่บลู… พี่นับถือองค์นี้เพราะท่านช่วยจริง ๆ ขอ 10 อย่าง ได้ตั้ง 8 อย่าง”

ตรงนี้แหละค่ะ ที่เราต้องใช้แว่นขยายทางจิตวิญญาณส่องดูดี ๆ 🧐

1. เรากำลังรวมพลังหรือกำลังเสพติดพลังงานกันแน่?

ในศาสตร์การเล่นแร่แปรธาตุ (Alchemy) ที่คาร์ล ยุง นำมาอธิบายกระบวนการทางจิตในหนังสือ “Psychology and Alchemy” การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงต้องเกิดจากการหลอมรวม (Integration) ไม่ใช่แค่การได้รับ (Receiving)

ลองถามตัวเองแบบนี้ค่ะ:

  • พร 8 อย่างที่ได้มานั้น มันมาพร้อมกับบทเรียนอะไรบ้าง?

  • หรือเราแค่รู้สึกดีที่ได้มันมา แล้วก็ขอพรข้อต่อไปเรื่อย ๆ?

การขอพรแล้วได้ผลโดยไม่มีการเติบโตทางจิตวิญญาณ บลูเรียกว่าการเสพติดพลังงาน (Energy Addiction) ค่ะ มันเหมือนการกินน้ำตาลที่ให้ความสุขชั่ววูบ แต่ไม่ได้ให้สารอาหารกับร่างกายเลย ถ้าเราเอา Wallpaper ไปเสริมพลังงานลักษณะนี้ มันจะกลายเป็นการขยาย Ego ไม่ใช่การขยาย Soul (จิตวิญญาณ) ค่ะ น่ากลัวมากนะ

2. เราแน่ใจได้ยังไงว่าผลลัพธ์ที่ได้มา ไม่ได้แลกกับอะไรไป?

บางคนได้งานใหม่ ได้เงินเดือนขึ้น ได้เลื่อนตำแหน่ง… แต่ต้องแลกมาด้วยภาวะหมดไฟ (burnout) จากการที่งานเยอะกว่าจำนวนคน, เวลาพักผ่อนที่หายไปจากโปรเจ็คที่เข้ามาไม่สิ้นสุดแต่มีเวลาเท่าเดิม, หรือความสัมพันธ์กับคนรอบข้างที่พังลงเป็นโดมิโน

ในมุมของพลังงานแล้ว เทพองค์นั้นอาจจะไม่ได้กำลังให้พร แต่อาจจะกำลังเผาผลาญ Ego ของเราผ่านบททดสอบที่หนักหน่วงอยู่ก็ได้ แต่เรากลับตีความไปว่า “ท่านช่วยให้เราสำเร็จ”

นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Self-Deception ซึ่งอันตรายมาก เพราะมันทำให้เราเดินผิดทางไปเรื่อย ๆ โดยคิดว่าตัวเองมาถูกทางแล้ว

นักจิตวิทยาชื่อดัง มารี-หลุยส์ ฟอน ฟรานซ์ (Marie-Louise von Franz) ผู้เป็นลูกศิษย์เอกของยุง ได้อธิบายในหนังสือ “Shadow and Evil in Fairy Tales” ว่า หากเราทำงานกับพลังงานด้านสว่างด้านเดียวซ้ำ ๆ โดยไม่ยอมรับด้านมืดหรือบทเรียนที่มาคู่กัน มันจะนำไปสู่สภาวะจิตแยกส่วน (Psychic Splitting) คือเรารู้จักแต่การขอและสำเร็จแต่ไม่รู้วิธี เผชิญหน้ากับความล้มเหลวเลย และนี่คือเงาที่ทรงพลังที่สุดที่รอวันปะทุออกมาค่ะ


แล้วเราจะรู้ได้ไง? เครื่องมือเช็กความสัมพันธ์กับเทพของเรา

ถึงตรงนี้อย่าเพิ่งใจเสียนะคะ 555 บลูไม่ได้บอกให้เราเลิกนับถือเทพองค์เดิม แต่ชวนให้เรายกระดับความสัมพันธ์ให้ลึกซึ้งและจริงแท้มากขึ้นต่างหากค่ะ

ลองใช้ชุดคำถามเหล่านี้สำรวจตัวเองดูนะคะ:

  1. เราใช้พลังงานของเทพองค์นี้เพื่ออะไร? (เพื่อขอพร? เพื่อเรียนรู้? เพื่อเอาตัวรอด?)

  2. เรารู้สึกอย่างไรเวลาเชื่อมต่อกับท่าน? (รู้สึกมีพลัง (empowered) หรือรู้สึกต้องพึ่งพิง (dependent)?)

  3. ความสัมพันธ์นี้มีการแลกเปลี่ยนบทเรียนหรือเป็นแค่การรับพรฝ่ายเดียว?

  4. เทพองค์นี้กำลังสะท้อนเงาอะไรในตัวเราที่เรายังไม่กล้ายอมรับ?

  5. คำถามที่ทรงพลังที่สุด: ถ้าพรุ่งนี้ไม่มีเทพองค์นี้ให้พึ่งพิงแล้ว… เราจะกลัวอะไรที่สุด?

คำตอบของคำถามข้อสุดท้ายนั่นแหละค่ะ คือเงาที่แท้จริงที่เราต้องหันไปทำงานด้วย


สรุป: ใช้เทพองค์เดิมได้… ถ้าเราพร้อมจะเติบโตไปกับท่าน

ดังนั้น กลับมาที่คำถามแรก “ใช้เทพองค์เดิมเป็น Wallpaper ได้ไหม?”

คำตอบคือ: ได้แน่นอนค่ะ… ถ้า…

  • เรามีความสัมพันธ์แบบสองทาง (Two-way Relationship) กับท่าน ไม่ใช่แค่การเรียกใช้บริการ

  • เรามีวุฒิภาวะทางจิตมากพอที่จะยอมรับผลลัพธ์ ไม่ว่ามันจะออกมาในรูปแบบของพร หรือบททดสอบ

  • และที่สำคัญที่สุดคือ เราตั้งใจจะใช้พลังงานนี้เพื่อการเปลี่ยนแปลงภายใน (Transformation) ไม่ใช่แค่เพื่อทำให้ชีวิตภายนอกง่ายขึ้น

ถ้าเราอยู่ในจุดนี้ บลูสามารถออกแบบ Wallpaper จากเทพองค์เดิมให้ท่านทำหน้าที่ใหม่ที่สูงขึ้นได้ค่ะ เช่น…

  • จากเทพผู้ให้พร → กลายเป็นผู้พิทักษ์การเดินทางสู่เงาของเรา (Guardian of the Shadow Work)

  • จากเทพแห่งความสำเร็จ → กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาการหลอมรวมตัวตน (Catalyst for Integration)

พลังงานที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ที่การครอบครอง แต่อยู่ที่การเติบโตไปพร้อมกันค่ะ 🤍

บลู

Create a free website with Framer, the website builder loved by startups, designers and agencies.