ไหว้ในใจ vs. มีรูปปั้น แบบไหนได้พรแรงกว่า?

“บลูคะ ระหว่างนับถือเทพในใจเฉยๆ กับการมีรูปปั้นหรือรูปภาพไว้บูชา แบบไหนจะทำให้เราได้รับพรมากกว่ากัน?”

อืมม บลูเข้าใจพ้อยนะ เพราะเราทุกคนก็อยากเชื่อมต่อกับท่านให้ได้ดีที่สุด อยากให้คำขอของเราส่งไปถึงใช่มั้ยล่ะคะ วันนี้บลูเลยอยากจะชวนทุกคนมาไขความลับนี้กันแบบลึกซึ้งในสไตล์ของบลู ที่ผสมผสานทั้งเรื่องจิตวิญญาณ พลังงาน และจิตวิทยาเข้าด้วยกันค่ะ

เราจะไม่ได้มองว่าอะไรถูกอะไรผิด แต่จะมาทำความเข้าใจกันว่าเครื่องมือแต่ละอย่างทำงานกับพลังงานชีวิตของเรายังไง

Published On: 27 ก.ค. 2568

ด่านแรก: อาณาจักรแห่งจิต "แค่คิดถึง...พลังก็เกิด" จริงเหรอ?

เพื่อน ๆ หลายคนอาจจะรู้สึกว่าการเคารพในใจมันจริงแท้ที่สุดแล้ว ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไร ซึ่งบลูเห็นด้วย 100% เลยค่ะ เพราะแก่นแท้ของเทพเจ้า ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ไกลตัวบนฟ้า แต่คือพลังงานดั้งเดิม (Archetypes) ที่หลับใหลอยู่ในจิตไร้สำนึกของเราทุกคน

เรื่องนี้ คาร์ล จุง (Carl Jung) นักจิตวิทยาที่บลูนับถือเป็นอาจารย์ใหญ่ ได้อธิบายไว้ชัดเจนว่า เทพเจ้า ตำนาน หรือเรื่องเล่าต่างๆ คือสัญลักษณ์ของพลังงานที่อยู่ในตัวเรานี่แหละค่ะ เช่น พลังแห่งความรักแบบไม่มีเงื่อนไข (The Mother), พลังแห่งปัญญาและความรอบรู้ (The Wise Old Man), หรือพลังแห่งการเริ่มต้นที่บริสุทธิ์ (The Divine Child)

มันเชื่อมโยงกับหลักปรัชญาเฮอร์เมติกโบราณข้อแรกที่ว่า “จักรวาลคือจิต (The Universe is Mental)” ฟังดูยิ่งใหญ่เนอะ แต่มันแปลง่าย ๆ ว่า ทุกสิ่งที่เราเห็น สัมผัส หรือรับรู้ จริงๆ แล้วมันเกิดขึ้นและดำรงอยู่ในจิตของจักรวาล...และจิตของเราก็คือส่วนหนึ่งของจิตจักรวาลนั้น

ให้ลองนึกภาพตามนะคะ: จิตของเราเปรียบเสมือนสถานีวิทยุที่ทรงพลังที่สุดในโลก เมื่อเราคิดถึงพลังงานของเทพองค์ไหน ก็เหมือนเรากำลังจูนคลื่นไปหาคลื่นความถี่นั้น พลังงานก็จะไหลตามความคิดของเราทันที ดั่งที่ศาสตร์พลังงานจิตวิทยา (Energy Psychology) บอกไว้ว่า “ความคิดนำพาพลังงาน และพลังงานย่อมไหลตามความคิด”

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องลอยๆ นะคะ ดร. โจ ดิสเพนซา (Dr. Joe Dispenza) ผู้เขียนหนังสือ You Are the Placebo ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า สมองของเราแยกไม่ออกระหว่างเรื่องจริงกับเรื่องที่เราจินตนาการขึ้นอย่างเข้มข้นทั้งสองอย่างส่งผลต่อร่างกายในระดับเซลล์ได้เหมือนกันเป๊ะ….ห้ะ….ใช่ค่ะ… นั่นคือเหตุผลที่หลายคนสามารถเยียวยาตัวเองได้ด้วยพลังความคิดล้วนๆ เพราะ ‘ชีวประวัติของเรา กลายเป็นชีววิทยาของเรา’ อารมณ์และเรื่องราวในใจเรา มันสร้างร่างกายเราขึ้นมาจริงๆ ค่ะ

ทีนี้...มันมีกับดักอยู่นิดนึงค่ะเพื่อนๆ

การจูนคลื่นด้วยจิตอย่างเดียวมันทรงพลังก็จริง แต่มันก็เหมือนการพยายามจับควันธูปให้เป็นก้อนด้วยมือเปล่า จิตของเรามันซนค่ะ เดี๋ยวก็คิดเรื่องงาน เดี๋ยวก็กังวลเรื่องเงิน แวบไปแวบมาตลอดเวลา ทำให้การส่งคลื่นพลังงานของเรามันไม่นิ่ง ไม่เสถียรพอที่จะ ‘ดาวน์โหลด’ พรหรือการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ ให้เกิดขึ้นจริงได้

แล้วเราจะทำยังไงล่ะ? นี่แหละค่ะ...คือจุดที่รูปปั้นและรูปภาพจะเข้ามามีบทบาทสำคัญ


ด่านสอง: รูปปั้นและรูปภาพ "สมอเรือแห่งจิตวิญญาณ"

บลูอยากให้เราเปลี่ยนมุมมองกันนิดนึงนะคะ ลองมองว่ารูปปั้น รูปภาพ หรือแม้แต่วอลเปเปอร์เทพที่บลูออกแบบ ไม่ใช่แค่ของขลังแต่เป็น 1 ในเครื่องมือทางจิตวิญญาณค่ะ 🕊️

ถ้าจิตของเราคือไฟฟ้าที่มองไม่เห็น... รูปปั้นก็คือ ‘หลอดไฟ’ ที่แปลงพลังงานนั้นให้กลายเป็นแสงสว่างที่เรามองเห็นและสัมผัสได้

ถ้าจิตของเราคือสถานีวิทยุ... รูปภาพก็คือ ‘เสาอากาศ’ ที่ช่วยจับคลื่นสัญญาณให้คมชัดและแรงขึ้น

สิ่งเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นจุดยึดเหนี่ยว (Anchor) ให้กับจิตสำนึกที่วุ่นวายของเรา ให้มันได้โฟกัส อยู่กับที่ และเชื่อมต่อกับพลังงานศักดิ์สิทธิ์ได้ง่ายขึ้นและนานขึ้น

คาร์ล จุง เองก็ค้นพบสิ่งนี้ค่ะ เขาพบว่าในช่วงเวลาที่คนเราสับสนวุ่นวายมากๆ จิตใจมักจะสร้างภาพ Mandalas หรือภาพวงกลมสมมาตรขึ้นมาในความฝันเองโดยอัตโนมัติ เพื่อเยียวยาและจัดระเบียบจิตใจให้กลับสู่สมดุล ภาพสัญลักษณ์ที่มีโครงสร้างชัดเจนอย่าง Sacred Geometry มันเหมือนเป็นพิมพ์เขียวของจักรวาลที่ช่วยจัดเรียงพลังงานที่กระจัดกระจายในตัวเราให้เข้าที่เข้าทาง

ดังนั้น รูปปั้นหรือรูปภาพของเทพ ไม่ใช่การไหว้วัตถุ แต่คือการใช้เครื่องมือที่ถูกออกแบบมาอย่างชาญฉลาด เพื่อช่วยให้เราเข้าถึงพลังงานที่ยิ่งใหญ่ซึ่งมีอยู่แล้วในตัวเราได้ง่ายขึ้น มันคือแผนที่ คือเข็มทิศ ที่นำทางเราไปสู่ขุมทรัพย์ภายในค่ะ


พรสูงสุดเกิดจากการรวมร่างของกายและจิต

กลับมาที่คำถามแรกสุดของเรา... “แล้วจะเคารพแบบไหนถึงจะได้รับพรสูงสุด?”

คำตอบของบลูคือ... ไม่ใช่อย่างใดอย่างหนึ่งแต่คือทั้งสองอย่างทำงานร่วมกันค่ะ

พรสูงสุดในความเชื่อของบลู ไม่ใช่การได้รถ ได้บ้าน หรือได้แฟน แต่มันคือการเปลี่ยนแปลงสภาวะภายในของเรา จนเรากลายเป็นคนคนนั้นที่พร้อมรับสิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต มันคือกระบวนการที่จุงเรียกว่า ‘Individuation’ หรือการเป็นตัวตนที่สมบูรณ์แบบที่สุดของเรา

สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ผ่านสิ่งที่เรียกว่า Coniunctio ซึ่งก็คือการหลอมรวมพลังงานขั้วตรงข้ามในตัวเราให้เป็นหนึ่งเดียว...

  • การเคารพในใจ (จิต) + การเคารพผ่านรูปปั้น (กายภาพ) = การรวมร่างที่สมบูรณ์

เมื่อจิตของเราตั้งมั่น มีเจตจำนงที่ชัดเจน (Clear Intention) และเราใช้รูปปั้นหรือรูปภาพเป็นจุดโฟกัสเพื่อสร้างอารมณ์ที่ยกระดับ (Elevated Emotion) อย่างต่อเนื่อง... บูม! เรากำลังส่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ทรงพลังที่สุดออกไปในจักรวาลควอนตัม เพื่อดึงดูดความเป็นไปได้ที่เราต้องการให้กลายมาเป็นความจริง

มันคือสภาวะที่จิตกับกายเป็นหนึ่งเดียว คำอธิษฐานของเราไม่ได้เป็นแค่คำพูดแต่เป็นการกระทำผ่านทุกเซลล์ในร่างกาย เมื่อเราจูนคลื่นได้ตรงเป๊ะแล้ว เราจะเริ่มสังเกตเห็นสิ่งที่เรียกว่าซิงโครนิซิตี้ (Synchronicity) หรือเหตุการณ์บังเอิญที่มีความหมายแปลกๆ เกิดขึ้นบ่อยๆ นั่นแหละค่ะ คือสัญญาณว่าจักรวาลกำลังตอบรับและจัดเรียงทุกอย่างเพื่อสนับสนุนเรา

ดังนั้น...

การเคารพในใจอย่างเดียว... ทรงพลัง แต่จับต้องยาก

การเคารพผ่านรูปปั้นอย่างเดียวโดยที่ใจไม่เชื่อม... ก็ได้แค่เปลือกนอก

แต่เมื่อไหร่ที่เราใช้ใจเป็นแหล่งพลังงาน และใช้รูปปั้น/รูปภาพเป็นเครื่องมือขยายสัญญาณ... นั่นคือวิถีแห่งการได้รับพรสูงสุดอย่างแท้จริงค่ะ เพราะเราไม่ได้แค่ขอพร แต่เรากำลังเป็นพรนั้นเสียเอง

บลูไม่ได้บอกว่าทุกคนต้องรีบไปหาซื้อรูปปั้นมาเต็มบ้านนะคะ 555 แต่บลูอยากให้เราเข้าใจกลไกนี้ เพื่อที่เราจะได้เลือกเครื่องมือที่คลิกกับจริตและจังหวะชีวิตของเราจริงๆ ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นรูปปั้นเล็กๆ, ภาพวาด, หรือวอลเปเปอร์บนมือถือที่เห็นทุกวัน...ทั้งหมดคือประตูที่จะนำเรากลับไปหาพลังอันยิ่งใหญ่ที่รอเราอยู่ข้างในเสมอค่ะ 🤍🕊️

Create a free website with Framer, the website builder loved by startups, designers and agencies.