กฎยิ่งให้ยิ่งได้ ถ้าอยากรวยต้องให้เงินคนอื่นก่อนหรอ?
เคยสงสัยเหมือนกันมั้ยคะ ว่าประโยคที่เราได้ยินกันบ่อยๆ อย่าง “ยิ่งให้ยิ่งได้” เนี่ย มันทำงานยังไงกันแน่? เป็นเรื่องจริงจังเบอร์ไหน หรือเป็นแค่กุศโลบายสวยๆ ให้คนทำดี? แล้วที่พีคไปกว่านั้นคือ บางคนตีความไปว่า... ถ้าอยากรวย ก็ต้องให้เงินคนอื่นก่อนเหรอ? เอ้าเฮ้ย งงไปหมด 555
บลูได้ลองเอาชิ้นส่วนความรู้ที่ตัวเองหลงใหล ทั้งจิตวิทยาสายลึกของคาร์ล ยุง, ฟิสิกส์ควอนตัม, กฎเฮอร์เมติกไปจนถึงเรขาคณิตศักดิ์สิทธิ์มาต่อกันเป็นภาพใหญ่... ถึงได้ร้องอ๋อเลยว่า อ๋อ มันเป็นแบบนี้นี่เอง
สปอยว่า กฎข้อนี้มันไม่ได้เรียบง่ายเหมือนการแลกของ 1 ต่อ 1 แต่มันคือกลไกของจักรวาลที่ลึกซึ้งและทรงพลังกว่านั้นมากค่ะ
Published On: Jul 27, 2025
จุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง
ถ้าเราจะคุยเรื่องนี้กันให้สุดทาง เราต้องเริ่มที่จุดเดียวกันก่อนค่ะ...ปรัชญาเฮอร์เมติกมีหลักการข้อนึงที่เป็นหัวใจเลย เขาบอกไว้ว่า “THE ALL is MIND; The Universe is Mental.” แปลแบบบ้านๆ ก็คือ จักรวาลทั้งหมดที่เราเห็นและสัมผัส แท้จริงแล้วมีธรรมชาติเป็นมิติทางจิต
พอเก็ทตรงนี้ปุ๊บ...ภาพจะเปลี่ยนไปเลยค่ะ เพราะมันหมายความว่า ความคิด ความรู้สึกของเรา ไม่ได้เป็นแค่เรื่องส่วนตัวที่ลอยฟุ้งอยู่ในหัว แต่คือพลังงานที่กำลังก่อร่างสร้างความเป็นจริงรอบตัวเราอยู่ทุกลมหายใจ เหมือนที่ตำราโบราณว่าไว้เลยค่ะว่า “ผู้ที่เข้าใจความจริงข้อนี้ จะก้าวหน้าไปมากบนเส้นทางแห่งความเชี่ยวชาญ” มันคือด่านแรกของการเป็นผู้สร้างชีวิตตัวเองเลย
ความคิด + อารมณ์ = แม่เหล็กดึงดูดความจริง
แล้วมันสร้างความเป็นจริงได้ยังไง? บลูขอยืมคำอธิบายของ ดร. โจ ดิสเพนซา (Dr. Joe Dispenza) นักประสาทวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงจิตใต้สำนึก มาเล่าให้เห็นภาพนะคะ เขาบอกว่า...
ความคิดของเรา คือประจุไฟฟ้าที่เราส่งออกไปในสนามพลังงานควอนตัม (เหมือนเรากดปุ่มส่งสัญญาณออกไป)
ส่วนอารมณ์ของเรา คือประจุแม่เหล็กที่ดึงดูดเหตุการณ์กลับเข้ามาหาเรา (เหมือนเสาอากาศที่รับสัญญาณกลับมา)
เห็นภาพมั้ยคะ? เมื่อเรามี เจตนาที่ชัดเจน (Clear Intention) จากความคิด บวกกับ อารมณ์ที่ยกระดับ (Elevated Emotion) อย่างความรัก ความสุข ความรู้สึกขอบคุณ... เรากำลังสร้าง Electromagnetic Signature เฉพาะตัวขึ้นมาใหม่ ซึ่งลายเซ็นนี้แหละค่ะ ที่จะไปดึงดูดอนาคตใหม่ๆ ที่มีความถี่ตรงกันเข้ามาในชีวิตเรา
ทีนี้...กลับมาที่การให้ของเรา
ถ้าเราให้...ด้วยความรู้สึกขาดแคลนเช่น ให้เพราะอยากได้คืน, ให้แบบเสียดาย, ให้เพราะกลัว... สัญญาณที่เราส่งออกไปคือคลื่นความถี่ของความขาดจักรวาลก็จะสะท้อนความขาดแคลนกลับมาให้เราเจออีก
แต่ถ้าเราให้...ด้วยใจที่ฟูรู้สึกอิ่มเต็มจากข้างใน ให้ด้วยความสุข ความปรารถนาดีอย่างแท้จริง คลื่นที่เราส่งออกไปคือความอุดมสมบูรณ์และนั่นคือแม่เหล็กที่จะดึงดูดความมั่งคั่ง อุดมสมบูรณ์ในทุกรูปแบบกลับเข้ามาหาเราเอง
มันไม่ใช่การแลกเปลี่ยน แต่คือการจัดคลื่นความถี่ (Vibrational Alignment) ของตัวเองให้ตรงกับธรรมชาติของจักรวาลที่มันอุดมสมบูรณ์อยู่แล้วต่างหาก
เมื่อเรื่องราวชีวิตกลายเป็นชีววิทยาของเรา
พลังงานมันซื่อสัตย์เสมอค่ะ... แคโรไลน์ มิสส์ (Caroline Myss) นักเขียนและผู้บุกเบิกด้านการแพทย์พลังงาน เคยกล่าวประโยคที่ทรงพลังมากว่า Biography Becomes Biology หรือชีวประวัติของคุณ กลายเป็นชีววิทยาของคุณ
ทุกประสบการณ์ ทุกความเชื่อ ทั้งบวกและลบ มันไม่ได้หายไปไหน แต่มันถูกบันทึกไว้ในเซลล์ ในระบบพลังงานของเราหมดเลยค่ะ ความรู้สึกขาดแคลน ความกลัว มันจะไปสร้างการสั่นสะเทือนในระดับต่ำ ซึ่ง ดร. วาเลรี ฮันท์ (Dr. Valorie Hunt) นักวิจัยด้านสนามพลังงานมนุษย์ ยืนยันว่าการสั่นสะเทือนที่ต่ำกว่าจะดำรงอยู่กับความเป็นจริงทางวัตถุ ในขณะที่การสั่นสะเทือนที่สูงกว่าจะดำรงอยู่กับความเป็นจริงทางลึกลับ
การให้ด้วยใจที่ฟู จึงไม่ใช่แค่การทำดี แต่คือการล้างตะกอนพลังงานลบในตัว และจูนคลื่นของเราให้สูงขึ้น เป็นการเยียวยาตัวเองในระดับพลังงานโดยตรงเลยค่ะ
ปลุกยักษ์ใหญ่ในตัวคุณ: สัญลักษณ์และการทำงานของจิตไร้สำนึก
เอางี้ดีกว่าค่ะ... บลูจะพาไปดูในชั้นที่ลึกลงไปอีกในมุมของ คาร์ล ยุง (Carl Jung) บิดาแห่งจิตวิทยาวิเคราะห์
ยุงเชื่อว่ามนุษย์เรามีสิ่งที่เรียกว่าจิตไร้สำนึกรวม (Collective Unconscious) อยู่ค่ะ นึกภาพง่ายๆ ว่ามันคือ Cloud Storage กลางของมวลมนุษยชาติ ที่เก็บแม่แบบพลังงานสากลที่เรียกว่า Archetypes เอาไว้ เช่น วีรบุรุษ, ผู้เยียวยา, นักปราชญ์ และแน่นอน...อาร์คีไทป์แห่งความอุดมสมบูรณ์ (The Giver/Provider Archetype)
ยุงบอกว่า “สัญลักษณ์คือผู้จัดระเบียบพลังงานจิตที่ยิ่งใหญ่” ทุกครั้งที่เราแสดงพฤติกรรมบางอย่าง มันจะไปกระตุ้นอาร์คีไทป์ที่เกี่ยวข้องให้ทำงาน
ดังนั้น เมื่อเราให้ด้วยเจตจำนงที่บริสุทธิ์ เราไม่ได้แค่ยื่นของให้ใคร แต่เรากำลังปลุกอาร์คีไทป์แห่งความอุดมสมบูรณ์ในตัวเราให้ตื่นขึ้นมาทำงานค่ะ มันคือการส่งสัญญาณลงไปในจิตไร้สำนึกของเราและของส่วนรวมว่า “ฉันคือผู้ให้ ฉันคือความอุดมสมบูรณ์” และตามกฎที่ว่า “ดังภายในฉันใด ภายนอกก็ฉันนั้น” (As within, so without) โลกภายนอกก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องสะท้อนความจริงภายในของเราออกมาให้เห็น
แล้วเราจะเริ่มให้ยังไงดี?
มันไม่ใช่เรื่องปริมาณเลยค่ะ แต่เป็นเรื่องของเจตจำนง
ดีแพค โชปรา (Deepak Chopra) ได้ย้ำเรื่องนี้ไว้ในกฎแห่งเจตจำนงและความปรารถนาว่า “การให้ความสนใจเป็นการให้พลังงาน และเจตจำนงเป็นการเปลี่ยนแปลง” (Attention energizes, and intention transforms)
หมายความว่า...แค่เราตั้งใจที่จะเป็นผู้ให้ พลังงานก็เริ่มเปลี่ยนแล้วค่ะ
ให้รอยยิ้ม: เปลี่ยนพลังงานของคนที่เจอเรา
ให้คำชมที่จริงใจ: เติมพลังใจให้คนฟัง
ให้ความรู้: แบ่งปันแสงสว่างให้คนอื่น
ให้อภัย: ปลดปล่อยตัวเองจากพลังงานลบ
และใช่ค่ะ...ให้เงินหรือสิ่งของ: เมื่อเรารู้สึกว่าเรามีพอที่จะแบ่งปัน
ทั้งหมดนี้คือการให้ที่ส่งคลื่นความถี่แห่งความอุดมสมบูรณ์ออกไปได้เหมือนกันหมดเลย
บทสรุป: เราไม่ใช่แค่ผู้รับ แต่คือผู้สร้าง
สุดท้ายแล้ว กฎ “ยิ่งให้ยิ่งได้” ไม่ใช่คาถา ไม่ใช่เรื่องงมงาย และไม่ใช่สูตรสำเร็จว่าให้เงิน = ได้เงิน แต่มันคือ ฟิสิกส์ของจักรวาล ที่ทำงานผ่านพลังงาน ความถี่ และจิตของเรา
เวย์น ดายเออร์ (Wayne Dyer) เคยบอกไว้ว่า “เราคือส่วนขยายของแหล่งพลังงาน (Source Energy)” เราไม่ได้แยกขาดจากจักรวาล เราคือส่วนหนึ่งของพลังสร้างสรรค์นั้น
ดังนั้น ถ้าเราอยากได้อะไร... ไม่ว่าจะเป็นความรัก ความสุข ความสำเร็จ หรือความมั่งคั่ง... อย่าแค่นั่งรอค่ะ
จงเป็นสิ่งนั้นก่อน...
รู้สึกถึงมันจากข้างใน...
แล้วให้พลังงานนั้นออกไปสู่โลก
เพราะการให้ ไม่ได้ทำให้เราลดลง แต่คือการประกาศตัวตนที่แท้จริงของเรา ว่าเราไม่ได้เกิดมาจากอนุภาคทางวัตถุ...การให้ คือหนึ่งในการแสดงออกที่ทรงพลังที่สุดของความจริงข้อนี้ค่ะ 🕊️
ลองให้ด้วยรัก ให้ด้วยใจจริง แล้วเพื่อนๆ จะตกใจเองว่าจักรวาลนี้พร้อมจะสะท้อนความอุดมสมบูรณ์กลับมาให้เราในแบบที่คาดไม่ถึงเสมอ
ด้วยรักและความเข้าใจในพลังงาน
บลู, Energetic Visual Architect 🩵✨
